Tag-Archive for ◊ ไต ◊

11 มิ.ย. 2015 เลี่ยงเกลือเมื่อไดเอต

150611

 

เกลือนั้นนับเป็นสิ่งที่สาวๆ ควรทานให้น้อยที่สุดในช่วงไดเอ็ต เนื่องจากอาหารเค็มมีโซเดียมอยู่เป็นจำนวนมาก หากร่างกายได้รับเกลือมากจนเกินไปก็จะเกิดอาการเก็บน้ำ หรือกักเก็บของเหลวในร่างกายเอาไว้ เพื่อที่จะพยายามขับเกลือออก แต่กว่าจะขับได้ คุณก็จะรู้สึกอึดอัด น้ำหนักขึ้น ตัวบวม หรือเซลลูไลท์ แถมไตยังต้องทำงานหนักเพื่อที่จะขับเอาโซเดียมออกอีกด้วย

ซึ่งถ้าอาหารเค็มๆ นั้นมาให้เห็นๆ เป็นขวดเกลือ เราคงหลีกเลี่ยงกันได้ง่าย แต่ถ้าแฝงมากับอาหารที่ปรุงสำเร็จแล้วก็คงยากหน่อย พึงระวังของขบเคี้ยวเค็มๆ มันๆ เช่น มันฝรั่งอบกรอบ ถั่วอบเกลือ หรืออาหารประเภทแซบๆ เช่น ส้มตำ มะม่วงจิ้มน้ำปลาหวานหรือกะปิหวาน ของอร่อยๆ พวกนี้กินแล้วส่งเสริมอาการบวมน้ำได้ดีนักแล รวมถึงการหมั่นสังเกตฉลากข้อมูลโภชนาการของผลิตภัณฑ์ให้เป็นนิสัยด้วยค่ะ

วิธีลดอาการบวมน้ำง่ายๆ อีกอย่างคือ การดื่มน้ำมากๆ ซึ่งหลายคนเข้าใจผิด คิดว่ายิ่งดื่มยิ่งบวม ตรงกันข้ามคุณควรดื่มน้ำให้ได้อย่างน้อยวันละ 8-10 แก้ว เพราะน้ำจะช่วยขจัดของเสีย รวมไปถึงโซเดียมที่ตกค้างอยู่ในร่างกายคุณด้วยนั่นเองค่ะ 

 

ด้วยความปราถนาดีจาก กาโน กาแฟผสมเห็ดหลินจือ

11 พ.ย. 2014 5 อาการ ดวงตาบอกสุขภาพ

141111

ดั่งคำที่กล่าวว่า มองตาก็รู้ใจแล้ว ดวงตายังจะสามารถบอกสุขภาพของคุณได้อีกด้วย โดยสังเกตได้จากอาการต่างๆ ที่เกิดกับดวงตาคู่สวยของคุณ งั้นไปสังเกตดวงตากันเลยค่ะ

1.เปลือกตากระตุก อาการแบบนี้จะมาทันทีเมื่อกล้ามเนื้อหนังตาเกร็งตัวหรือเกิดกระแสส่งประสาทอย่างมากเกิดการกระตุ้นกล้ามเนื้อตาผิดปกติ แต่มักจะเกิดเวลาเครียดจัดๆ หรือพักผ่อนไม่เพียงพอ เชื่อว่าหลายคงคงเคยเจอปัญหาตากระตุกแล้วบอกเป็นลางร้าย!! แนะนำว่าควรรีบกลับไปนอนดีกว่าค่ะ

2.ขนตาร่วงผิดปกติ ขนตาของคนเราก็เหมือนผม สามารถหลุดร่วงได้ทุกวัน แต่ถ้าอยู่ดีๆขนตาดกหนาของคุณร่วงจนบางอย่างเห็นได้ชัด อาจเพราะคุณกำลังมีอาการเปลือกตาอักเสบก็ได้ อาการนี้จะเกิดขึ้นหากคุณขยี้ตาบ่อยหรือใช้ขนตาปลอมและมาสคาร่าคุณภาพไม่ได้มาตรฐาน ของเหล่านี้จะทำให้รูขุมขนบริเวณดวงตาอุดตันจนเกิดการอักเสบขึ้นมา ถ้าขนตาร่วงมากๆ วิธีแก้ปัญหาที่ดีที่สุด ไม่ใช่การไปหาหมอ แต่คุณควรเปลี่ยนผลิตภัณฑ์ความสวยจะดีกว่าขยี้ตาบ่อยๆ

3.ขอบตาดำคล้ำ อาการแบบนี้หมายถึงการไหลเวียนในหลอดเลือดฝอยบริเวณตาอาจจะเกิดการอุดตัน ไหลเวียน ไม่สะดวก หากปล่อยไว้ไม่ทำอะไรเลยการอุดตันจะยิ่งมากแล้วขอบตาก็จะดำ ส่วนใหญ่แล้วอาการเหล่านี้จะเกิดกับ
คนที่นอนน้อยเกินไป การพักผ่อนน้อยจะทำให้เกิดของเสียสะสมรอบดวงตา ไปอุดตันการไหลเวียนของเลือดจนตาดำอย่างที่เห็น 

ขยี้ตาบ่อยๆ เพราะการขยี้ตาบ่อยๆเป็นการกระตุ้นการสร้างเม็ดสีบริเวณรอบดวงตา อาจทำให้ขอบตาดำถาวร ต้องพึ่งศัลยกรรมลูกเดียว

เป็นโรคภูมิแพ้ คนที่เป็นโรคนี้มักจะมีตับและไตที่อ่อนแอ พอตับซึ่งมีหน้าที่ฟอกเลือดไม่แข็งเรง เลือดก็จะไม่สะอาด อาจจะหนืดหรือทำให้หลอดเลือดอุดตันได้ง่าย

ความเครียด การกินอาหารขยะก็เป็นอีกสาเหตุของปัญหาขอบตาคล้ำ หากคุณเป็นหนึ่งคนที่ที่ชื่นชอบรับประทานแฮมเบอร์เกอร์หรือของทอดๆ มากเกินไป ลองเปลี่ยนมากินผักสดและดื่มน้ำเปล่ามากๆ ขอบตาคุณก็จะหายดำคล้ำแล้ว

4.ถุงใต้ตาบวม สำหรับใครที่มีเหมือนถุงกาแฟห้อยอยู่ใต้ตา แสดงว่าชอบกลั้นปัสาวะระหว่างนอนหลับ หรือไม่ก็แพ้อาหารบางอย่างเช่นถั่ว อาหารทะเล ปกติถุงใต้ตา จะบวมอยู่ไม่กี่ชั่วโมงก็ยุบหายไปเอง แต่ถ้าใต้ตาของคุณบวมเรื้อรังนั่นเป็นสัญญาณว่าคุณเป็นเกี่ยวกับไต โดยเฉพาะโรคไตวายยิ่งต้องระวังให้มากที่สุด

5.ตาเหลือง ส่วนใหญ่อาการนี้มาจากโรคดีซ่านแต่สำหรับบางคนที่นอนน้อย ทำงานหนักติดต่อกันมากๆ หรือชอบกินเหล้าสูบบุหรี่ เป็นไปได้ว่าอาจมีปัญหาในถุงน้ำดี เป็นนิ่วในถุงน้ำดี เป็นมะเร็งตับอ่อน หรือไม่ก็เป็นโรคไวรัสตับอักเสบบี เพื่อความปลอดภัยสาวๆตาเหลืองควรไปเช็คร่างกายที่โรงพยาบาลด่วนๆ

 ชอบกด Like & Share แบ่งปันสุขภาพที่ดีให้กับคนที่คุณรัก
ฝากกด LIKE หน้าเพจ @Be Healthy เป็นกำลังใจให้ด้วยค่ะ ขอบคุณค่ะ 

……………………..……………………..………….
ติดตามข้อมูลข่าวสารสุขภาพ โภชนาการอาหารที่ดี
ดูแลรูปร่างและการออกกำลังกายที่น่าสนใจ ได้ที่
Facebook : www.facebook.com/behealthyonline
#หุ่นดี #สุขภาพดี #ผิวสวย #หน้าใส #ขับถ่ายดี คลิ๊กwww.thaihealthcarecenter.com/sampling
……………………..……………………..………….

ที่มา : สำนักข่าวไทย

ด้วยความปราถนาดีจาก กาโน กาแฟผสมเห็ดหลินจือ

18 เม.ย. 2014 วุ้นดอกกระเจี๊ยบ

140418

ดอกกระเจี๊ยบ (จริงๆ แล้วเป็นส่วนของกลีบรองดอกและกลีบเลี้ยง) เป็นสมุนไพรที่ได้รับความนิยมมาตั้งแต่สมัยคุณตาคุณยาย เพราะมีประโยชน์กับทุกเพศทุกวัย ทั้งสรรพคุณช่วยขับปัสสาวะ ลดความดันโลหิต ลดไขมันในเลือด สำหรับผู้สูงวัย นอกจากนี้ยังช่วยบำรุงธาตุ และบำรุงกำลัง 

ประเทศต่างๆ ที่ใช้กระเจี๊ยบเป็นยา เช่น ในแอฟริกาใต้ใช้เมล็ดกระเจี๊ยบต้มกิน เป็นยาขับปัสสาวะ และเป็นยาบำรุง และใช้น้ำมันจากเมล็ดรักษาแผลให้อูฐ ในแอฟริกาตะวันออกใช้ใบต้มน้ำกินแก้ไอ ลดความดันโลหิตสูง ขับปัสสาวะ ลดคอเลสเตอรอล ลดความหนืดของเลือด ขับพยาธิ

ในอียิปต์ ใช้กลีบเลี้ยงต้มกินกับน้ำตาลวันละสามเวลา ใช้รักษาความดันโลหิตสูง ใช้ทั้งต้นต้มกินรักษาโรคหัวใจและโรคประสาท กินเป็นยาลดน้ำหนักเนื่องจากช่วยให้ระบายและยังใช้เป็นยาช่วยฆ่าเชื้อในลำไส้

ส่วนกัวเตมาลา ใช้น้ำตาลต้มกลีบเลี้ยงแห้งเป็นยาขับปัสสาวะ ยาลดการอักเสบของไต ในอินเดียและแม็กซิโกใช้กระเจี๊ยบเป็นยาเหมือนๆ กันและยังใช้กระเจี๊ยบในทางคล้ายๆ กัน คือ ใช้ใบต้มน้ำกินด้วยเชื่อว่าจะทำให้เลือดบริสุทธิ์ และใช้ตากแห้งต้มน้ำกินแก้ไ

ในประเทศไทย ใช้ใบสดและกลีบเลี้ยงทั้งสดและแห้งของกระเจี๊ยบต้มกิน แก้ไอ แก้นิ่ว ลดไข้ ขับน้ำดี โดยใช้ใบสด 30-60 กรัม ต้มหรือแกงกิน ใช้กลีบเลี้ยงแห้ง 5-10 กรัม ต้มน้ำหรือชงน้ำร้อนกิน 

จากการศึกษาทางวิทยาศาสตร์พบว่า การทดลองในหนูโดยใช้กลีบเลี้ยงแห้ง ในความเข้มข้น 5% ของอาหารที่เลี้ยงหนูนั้น สามารถลดคอเลสเตอรอลได้ ในความเข้มข้นของกลีบเลี้ยงกระเจี๊ยบ ในอาหารที่เท่ากัน คือ 5% นั้นยังสามารถลดไขมัน ลดไตรกลีเซอไรด์ในหนูได้เช่นกัน

นอกจากนั้นยังพบว่า จากการทดลองในแมว สารสกัดด้วยน้ำของกลีบเลี้ยงกระเจี๊ยบ เมื่อฉีดเข้าเส้นแล้ว มีฤทธิ์ลดความดัน ส่วนน้ำต้มจากการทดลองให้คนกิน สามารถลดความดันโลหิตได้ และมีฤทธิ์ขับปัสสาวะ โดยทำการทดลองในหนู เมื่อใช้น้ำต้มกลีบเลี้ยงในขนาด 1 กรัมต่อน้ำหนักตัวหนึ่งกิโลกรัม สามารถเป็นยาขับปัสสาวะที่แรงมาก และในขนาดที่เท่ากันนี้สามารถขับยูริคได้ดีในหนูเช่นกัน และน้ำต้มจากดอกทดลอง ในคนสามารถเป็นยาขับปัสสาวะ เป็นยาลดความดันโลหิตสูง เป็นยาลดการอักเสบของระบบทางเดินปัสสาวะ ภายหลังการผ่าตัดผู้สูงอายุที่เป็นนิ่วในไต ได้

ส่วนสารสกัดจากกลีบดอกของกระเจี๊ยบนั้น ช่วยระบายทำให้อุจจาระนุ่มขึ้น ช่วยลดอาการบวม ช่วยยับยั้งการสร้างอะฟลาท๊อกซิน ช่วยปกป้องไม่ให้ตับถูกทำลาย นอกจากนี้ยังมีคล้ายฤทธิ์ฮอร์โมนเอสโตรเจนในเพศหญิง ซึ่งอาจจะเป็นประโยชน์ต่อสตรีวัยทอง

ส่วนความเป็นพิษนั้น พบว่า การที่ทำให้หนูตายครึ่งหนึ่งนั้น ต้องกินน้ำสกัดกระเจี๊ยบ 129.1 กรัมต่อน้ำหนักหนูหนึ่งกิโลกรัม คือ ถ้าเปรียบเทียบกับให้คนกินแล้ว คนหนักประมาณ 60 กิโลกรัมจะต้องกินกระเจี๊ยบประมาณ 7.8 กิโลกรัม คิดว่าคนทั่วไปคงไม่มีปัญญากินอยู่แล้วล่ะ เพราะท้องจะแตกตายก่อนที่จะเป็นพิษจากกระเจี๊ยบ 

ประโยชน์เยอะแยะอย่างนี้ เลยนำสูตร วุ้นดอกกระเจี๊ยบ จากนิตยสารชีวจิต มาฝากเพื่อเป็นทางเลือกใหม่ในการรับประทานกระเจี๊ยบค่ะ
ส่วนผสม
ดอกกระเจี๊ยบสดล้างสะอาด 5-6 ดอก
ผงวุ้น 1 ¼ ช้อนชา
น้ำตาลทรายแดง ¼ ถ้วย
เกลือป่น ¼ ช้อนชา
น้ำสะอาด 2 ถ้วย
น้ำสะอาดเล็กน้อยสำหรับละลายผงวุ้น
วิธีทำ
1. เคี่ยวดอกกระเจี๊ยบกับน้ำ โดยใช้ไฟปานกลาง จนกระทั่งสีของดอกกระเจี๊ยบละลายออก จากนั้นตักดอกกระเจี๊ยบขึ้น
2. ละลายผงวุ้นกับน้ำเข้าด้วยกัน แล้วเทลงในน้ำต้มดอกกระเจี๊ยบ คนให้เข้ากัน
3. เติมน้ำตาลทรายแดงและเกลือลงไป คนจนละลาย เคี่ยวต่อจนส่วนผสมเริ่มข้นเล็กน้อย ปิดไฟ ยกลงจากเตา
4. เทส่วนผสมที่ได้ใส่พิมพ์ ตกแต่งด้วยดอกกระเจี๊ยบ พอส่วนผสมแข็งตัวเป็นวุ้น ตักออกจากพิมพ์พร้อมเสิร์ฟ
Tips
1. วิธีเลือกดอกกระเจี๊ยบ ให้เลือกดอกสด ขนาดใหญ่ กลีบดอกอวบ สมส่วน มีน้ำหนักดี
2. สามารถหั่นกลีบดอกกระเจี๊ยบที่เคี่ยวแล้วเป็นชิ้นเล็กๆ ใส่ลงไปขณะที่เคี่ยววุ้น ทำให้ได้คุณค่าทางอาหารเพิ่มขึ้น และช่วยให้วุ้นมีสีสันสวยงา

หมายเหตุ: ข้อมูลทางสุขภาพที่ทางเพจไม้ภูตะวันโพสต์ทั้งหมด มีจุดประสงค์เพื่อให้การศึกษาและให้ข้อมูลเท่านั้น ไม่ใช่วินิจฉัยหรือรักษาโรค และเพื่อความปลอดภัย ท่านผู้อ่านที่มีโรคประจำตัวหรือความเสี่ยงต่อโรคสูงจำเป็นต้องปรึกษาแพทย์ที่ดูแลท่านก่อนนำข้อมูลไปใช้.

ขอบคุณข้อมูลจาก cheewajit.com, hiso.or.th
ขอบคุณรูปจาก cheewajit.com

ด้วยความปราถนาดีจาก กาโน กาแฟผสมเห็ดหลินจือ

07 ต.ค. 2013 ถั่ว 5 สี บำรุงร่างกาย

ถั่ว 5 ชนิด

ถั่วแต่ละชนิดจะมีคุณสมบัติในการปรับธาตุในร่างกายแตกต่างกันและบำรุงอวัยวะภายในต่างๆ ให้ทำงานได้ดียิ่งขึ้น ให้สารอาหารที่ครบถ้วนพร้อมด้วยพลังงานที่จะทำให้ร่างกายมีความสดชื่น

ถั่ว 5 สี สัมพันธ์กับธาตุทั้ง 5

ถั่วดำ (BLACK BEANS) ธาตุน้ำ มีประโยชน์ต่อ ไต
ถั่วเขียว(GREEN BEANS) ธาตุไม้ มีประโยชน์ต่อ ตับ
ถั่วแดง (RED BEANS) ธาตุไฟ มีประโยชน์ต่อ หัวใจ
ถั่วขาว (WHITE BEANS) ธาตุโลหะ มีประโยชน์ต่อ ปอด
ถั่วเหลือง(SOY BEANS) ธาตุดิน มีประโยชน์ต่อ ม้าม

ไม่เพียงเท่านี้ ถั่วทั้ง 5 ชนิด ยังมีคุณค่าในตัวของมันเองอีกด้วย กล่าวคือ

ถั่วดำ (Black Beans) อุดมไปด้วยโปรตีน ไขมัน คาร์โบไฮเดรต แคโรทีน ไนอะซิน วิตามินบี 1และบี 2 รวมถึงสารที่ช่วยบรรเทาอาการปวดลำไส้เล็ก มีสรรพคุณบำรุงโลหิต ขับปัสสาวะ ขจัดพิษ บำรุงไต บำรุงสายตา และเหมาะสำหรับผู้ที่มีอาการบวมน้ำ เหน็บชา ดีซ่าน ไตเสื่อม เป็นต้น

ส่วนถั่วเขียวเอง (Green Beans) ก็ไม่ได้น้อยหน้าใคร เพราะมีสรรพคุณแก้ ร้อนใน ถอนพิษจากพืชและสารหนู บำรุงสายตา ลดความดันโลหิต รักษาอาการกระหายน้ำ ลำไส้อักเสบ เบาหวาน ช่วยกระตุ้นประสาท โดยมีแคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก และแคโรทีนเป็นส่วนประกอบ

เนื้อถั่วแดงบนไอศกรีมชาเขียวที่เรามักเห็นในร้านอาหารญี่ปุ่นก็ไม่ใช่ย่อย เนื่องจากถั่วแดง (Red Beans) ช่วยขับปัสสาวะ แก้ประจำเดือนมาไม่ปกติ แก้ลมพิษ ดีซ่าน บรรเทาอาการปวดข้อและบวม กำจัดหนอง แก้ อาหารเป็นพิษ รักษาอาการลำไส้อักเสบ หรือถ่ายเป็นเลือด ถั่วชนิดนี้จึงไม่ใช่แค่ของประดับให้ดูสวยงามบนหน้าไอศกรีมเท่านั้น เพราะถั่วแดงถือเป็นถั่วชนิดหนึ่งที่นิยมทำเป็นของหวาน บ่งบอกได้ว่า…ถั่วแดงนี้ทั้งอร่อยและมากประโยชน์

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่รับประทานผลิตภัณฑ์ลดความอ้วน คงคุ้นหูกับสารสกัดจากถั่วขาว (White Beans) ที่มีคำบรรยายว่าสามารถช่วยยับยั้งเอนไซม์ที่ทำหน้าที่ย่อยแป้ง ให้ดูดซึมแป้งและน้ำตาลน้อยลง จึงมีส่วนทำให้น้ำหนักลดลงได้ เจ้าสารสกัดตัวนี้มีชื่อว่า “ฟาซิโอลามีน (Phaseolamin)” นั่นเอง ประโยชน์ของมันในปริมาณ 500 มิลลิกรัมต่อวัน ไม่เพียงมีผลทำให้น้ำหนักลดลง แต่ยังช่วยควบคุมสมดุลของระดับน้ำตาลในเลือด และลดระดับไตรกรีเซอไรด์ในร่างกายอีกด้วย

ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่ชอบดื่มน้ำเต้าหู้เป็นอาหารเช้า คุณเคยทราบหรือไม่ว่ามันมีประโยชน์อะไรบ้าง น้ำเต้าหู้ทำมาจากถั่วเหลือง (Soy Beans) ซึ่งเจ้าถั่วชนิดนี้มีโปรตีน เลซิทิน กรดแอมิโน รวมทั้งมีแคลเซียม ฟอสฟอรัส ธาตุเหล็ก ไนอะซิน วิตามินบี 1และบี 2 วิตามินเอและอี ซึ่งสามารถกระตุ้นการเจริญเติบโตของกระดูก ป้องกันการขาดแคลเซียมในกระดูกและบำรุงระบบประสาทในสมอง สรรพคุณขนาดนี้คุณนึกอยากดื่มน้ำเต้าหู้ขึ้นมาหรือยัง?

เมื่อไรที่คุณนึกอยากจะรับประทานถั่วเหล่านี้ เราก็อยากแนะนำเคล็ดไม่ลับเสียหนึ่งข้อ นั่นคือ…ควรคัดเมล็ดถั่วเสียทิ้งก่อนนำไปประกอบอาหาร เพื่อลดความเสี่ยงในการรับสารพิษจากเชื้อรา (อะฟลาท็อกซิน) ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งตับ

คราวนี้คุณก็คงรับประทานถั่ว 5 สี 5 ชนิดนี้ได้อย่างเอร็ดอร่อย อุดมไปด้วยคุณค่า และสรรพคุณมากมายต่อร่างกายคุณเอง!
……………………..……………………..…………………
ติดตามข้อมูลข่าวสารสุขภาพ โภชนาการอาหารที่ดี
ดูแลรูปร่างและการออกกำลังกายที่น่าสนใจ ได้ที่
Facebook : www.facebook.com/behealthyonline
หุ่นดี สุขภาพดี คลิ๊ก www.thaiwellnessonline.com/behealthy
……………………..……………………..…………………

ที่มา : สมาคมแพทย์แผนไทยแห้งประเทศไทย

23 ส.ค. 2013 คุณภาพหลินจือ : เลือกกินตัวไหนระหว่า ถั่งเฉ้า-ออยส์เตอร์-สกาโน?

Quality_0808

ภายหลังที่สมาชิกครอบครัว กาโนฯ ได้มีความเข้าใจบางส่วนในสรรพคุณของ “ถั่งเฉ้า” หรือ “ตงฉง” หรือในภาษาอังกฤษ “Cordyceps” กันแล้ว ก็เลยเกิดปัญหาข้องใจและสงสัยกันยกใหญ่ว่า…

แล้วจะเลือกกินตัวไหนดี?

ถ้าตอบแบบกำปั้นทุบดิน !

แน่นอน ต้องกินทุกตัวนั่นแหละ เป็นดีที่ซู้ด (สำหรับผู้นำ)

แต่ถ้าเป็นชาวบ้านทั่วไปล่ะ?

ขืนตอบให้กินทุกตัว ตั้งแต่พระเอกนางเอก หลินจือ ราก และดอก ที่ต้องกินแน่นอนอยู่แล้ว ต้องพ่วงอีก 3 ตัวเข้าไป

สิ่งที่ได้ ชาวบ้านทั่วไป ปฏิเสธค่อนข้างชัดเจน

เพราะฉะนั้น เราจึงจำเป็นต้องจัดสรรให้เขากินควบคู่ไปกับหลินจืออย่างมีชั้นเชิง ซึ่งก็คือ “กินอย่างมีคุณภาพ” ที่ได้ประโยชน์ทางยาสูงสุดนั่นเอง

ไม่ว่า “ถั่งเฉ้า” “ออยส์เตอร์” และ “สกาโน” ต่างมีประโยชน์ในการบำบัด เสริมสร้าง ให้สุขภาพของเราดีขึ้นแน่นอน เพียงแต่เราจำเป็นต้องเลือกสรรให้เหมาะกับแต่ละคน

การจะเลือกให้เหมาะกับแต่ละคนนั้นเราจำเป็นต้องรู้สรรพคุณของแต่ละตัวให้ชัดเจนเสียก่อน แล้วเราก็จะรู้ว่า ให้กินหลินจือ ควบคู่กับตัวไหน?

ดังนั้น เราจะมาทำความเข้าใจกับ “ถั่งเฉ้า” “ออยส์เตอร์” และ “สกาโน” ให้ชัดเจนกว่าที่ผ่านมา

“สกาโน” ซึ่งก็คือ “ว่านปลาไหลเผือก” ที่ผ่านกระบวนการสกัดพิเศษที่ไม่เหมือนใครและไม่มีใครเหมือน โดยมีส่วนผสมของหลินจือภายในแคปซูลเดียวกัน เป็นที่รู้กันทั่วโลกในวงการสมุนไพรว่า “ว่านปลาไหลเผือก” มีจุดเด่นอยู่ที่ การลดไข้ รักษาอาการไข้ รักษาโรคไข้จับสั่น ตัดไข้เป็นต้น

แต่สำหรับ “สกาโน” ของกาโนฯ มีความพิเศษ และเป็นจุดเด่นยิ่งกว่านั้นก็คือ บำรุงไตเป็นสำคัญ เมื่อไตแข็งแรง ระบบเลือดก็ได้รับการกรองให้ดีขึ้น เป็นการบำรุงไปด้วยในตัว บำรุงระบบเส้นประสาทกระดูกสันหลัง โดยการบำรุงทั้งระบบเลือดและเส้นประสาท ทำให้ระบบกล้ามเนื้อได้รับการคลายตัว จึงเป็นการลดอาการปวดกล้ามเนื้อ ขณะเดียวกัน อาการอักเสบ เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดเป็นไข้ ดังนั้น เมื่อกิน “สกาโน” ก็เท่ากับลดไข้ เมื่อไข้ลดลง อาการปวดก็จะลดลงโดยธรรมชาติ

เพราะฉะนั้น “สกาโน” กินคู่กับ “หลินจือ” จึงเหมาะสำหรับผู้ที่มีอาการปวด มีไข้ หรือเกิดจากการขับพิษที่ทำให้มีอาการปวด มีไข้ขึ้น ก็เหมาะกับการกินหลินจือคู่กับสกาโนอย่างไม่มีปัญหา

ส่วน “ออยส์เตอร์” มีประสิทธิภาพมากมายเลยทีเดียว มีส่วนสร้างและซ่อมแซมกล้ามเนื้อ ลดอาการปวดกล้ามเนื้อได้ดี ปรับฮอร์โมนหญิงและชายได้เป็นอย่างดี (ตรงนี้แหละที่เกิดการชะลอความแก่ เป็นตัวต้านอนุมูลอิสระที่ดี) กระตุ้นการทำงานของกระเพาะและลำไส้ ทำให้ระบบย่อยและขับถ่ายดีขึ้น เสริมภูมิต้านทานมากขึ้น ลดภูมิแพ้ ต่อต้านเชื้อไวรัส แบคทีเรีย เป็นต้น เสริม เพิ่มประสิทธภาพการทำงานของหัวใจให้แข็งแรงขึ้น เมื่อการทำงานของหัวใจแข็งแรง ระบบไหลเวียนก็ดีขึ้น อีกลักษณะหนึ่ง ออยส์เตอร์ เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับเส้นเลือดหัวใจตีบ ออยส์เตอร์มีจุดเด่นในการขยายหลอดเลือด หลอดเลือดดีขึ้น การทำงานของระบบประสาทที่ควบคุมกล้ามเนื้อมีความต่อเนื่องที่ดีขึ้นรวมทั้งมีประโยชน์สำหรับผู้ที่มีอาการของโรคชัก และอีกสิ่งหนึ่งที่ชัดเจนสำหรับสุภาพบุรุษก็คือการเสริมบำรุง และซ่อมแซมต่อมลูกหมากให้แข็งแรงมีชีวิตชีวาที่ชัดเจนมาก เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานที่ดีขึ้น ส่วนสุภาพสตรีก็จะเสริมบำรุงให้ระบบประจำเดือนเป็นปรกติให้มากที่สุด

ส่วน “ถั่งเฉ้า” ย้ำอีกครั้งว่า การบำรุงปอดเป็นเอกลักษณ์ที่ยิ่งใหญ่และชัดเจนที่สุด สำหรับคนส่วนใหญ่ที่เคยมีปัญหากับระบบภูมิต้านทาน เมื่อกินถั่งเฉ้าจะพบกับการขับพิษที่รุนแรงจากการไอมากขึ้น มีเสมหะเพิ่มขึ้น เป็นการขับพิษอีกครั้งหนึ่ง หลังจากที่เคยเกิดขึ้นจากการกินหลินจือมาแล้ว นั่นหมายถึงเสริมภูมิต้านทานของเราให้แข็งแรงขึ้นชัดเจนมาก เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของหัวใจให้แข็งแรงขึ้น เมื่อหัวใจแข็งแรง ระบบสูบฉีดเลือดก็แข็งแรง เมื่อระบบเลือดแข็งแรง ระบบอวัยวะภายในก็แข็งแรง แต่ละระบบจะเสริมประสิทธิภาพซึ่งกันและกันให้แข็งแรงไปตามธรรมชาติ

ถึงตอนนี้ เชื่อว่าพวกเราพอจะมองออกและเข้าใจดีขึ้นว่า แต่ละคน ควรจะกินหลินจือคู่กับตัวไหนดี? สำหรับบางคนก็ควรจะมีการปรับลด-เพิ่ม แต่ละตัวดูว่า เมื่อกินคู่กับหลินจือ ตัวไหนให้ประสิทธิภาพกับตัวเราดีที่สุด ชัดเจนที่สุด เพราะร่างการของแต่ละคนในการรับตัวยาจะแตกต่างกัน คนสองคนมีอาการเดียวกันแต่คนหนึ่ง กินหลินจือคู่กับออยส์เตอร์ได้ผลชัดเจนดี แต่อีกคนกลับไม่ได้ผลดีนัก ต้องกินคู่กับถั่งเฉ้าจะชัดเจนมาก

สุดท้าย ขอให้สมาชิกครอบครัวกาโน จงมีสุขภาพแข็งแรงยิ่งๆขึ้น เป็นหนุ่มสาวมากขึ้น จากผลิตภัณฑ์ 4 ตัวควบคู่กันแล้วจะเป็น กระบวนการ …

ดับเบิ้ลทวินแอ็คชั่น…แล้วดับเบิ้ลทวินแอ็คชั่น ๆๆๆๆๆๆ  …..  ไม่รู้จบ…

 

 

กาโนรักคุณ สิงหาคม 2551