Tag-Archive for ◊ หัวใจ ◊

05 ส.ค. 2016 “ไข่ไก่” ต้าน 3 โรคร้าย

160806

 

“ไข่ไก่” ต้าน 3 โรคร้าย คุณประโยชน์ดีๆ ที่คุณควรรู้

ไข่ไก่ ถือเป็นสิ่งสำคัญมากสิ่งหนึ่งที่ต้องมีติดไว้แทบทุกบ้าน เพราะมันสามารถนำมาทำอาหารได้หลายเมนูและง่ายมากๆ เรียกได้ว่า คิดอะไรไม่ออกนึกถึง ไข่ เป็นอันดับแรกเลยก็ว่าได้ ประโยชน์ของไข่ นอกจากเรื่องโปรตีน ไขมัน วิตามินและแร่ธาตุต่างๆ แล้ว ไข่ยังสามารถช่วยต้านโรคร้ายได้อีกด้วย ถ้าอยากรู้ว่าโรคอะไรล่ะก็ ตามมากันเลยค่ะ

 

1. โรคมะเร็ง

ในไข่ขาวมีสารต้านมะเร็งชนิดหนึ่งชื่อว่า “ กรดเซียริก ” มันจะคอยดับจับเชื้อไวรัสที่เป็นตัวก่อมะเร็ง ซึ่งกรดเซียริกนี้จะอยู่ที่ขั้วไข่ขาวคือ บริเวณข้างซ้ายและขวาของไข่แดง ที่จะมีเยื่อสีขาว ลักษณะเหมือนเชือก คอยทำหน้าที่ยึดให้ไข่แดงอยู่ตรงกลางฟอง ใครที่ไม่ค่อยทานไข่หรือไม่ชอบกิน ควรรีบหันมาทานโดยด่วน กินวันละ 1-2 ฟอง เพียงเท่านี้ชีวิตเราห่างไกลเจ้าโรคมะเร็งร้ายแน่นอน

2. โรคหัวใจขาดเลือด

ในไข่ไก่ 1 ฟอง มีประโยชน์มากมาย ไม่ว่าจะเป็น โปรตีน กรดอะมิโนจำเป็น โอเมก้า 3 ไขมันดี วิตามินและแร่ธาตุอื่นๆ อีกเพียบ ซึ่งไขมันจากไข่แดงจัดว่าเป็นไขมันอิ่มตัว รวมถึงโอเมก้า 3 เจ้า 2 ตัวนี้สามารถช่วยลดอัตราการเกิดโรคหัวใจขาดเลือดได้ดี ทำให้คนที่ทานไข่เป็นประจำ มีสุขภาพหัวใจที่ดี แข็งแรงค่ะ
3. โรคสมองเสื่อม

ในไข่ไก่มีแร่ธาตุชนิดหนึ่งชื่อว่า “ โคลีน “ ซึ่งโคลีนเป็นส่วนประกอบของสารที่ชื่อว่า “ เลซิติน “ เจ้าสารตัวนี้มีประโยชน์ต่อสมองของเรามาก เพราะช่วยบำรุงสมอง เพิ่มประสิทธิภาพความจำ ป้องกันความผิดปกติของระบบประสาท และช่วยชะลอการเกิดโรคสมองเสื่อมในผู้สูงอายุ ดังนั้นควรให้ผู้สูงอายุทานไข่ไก่อย่างน้อยวันละ 1 ฟอง จะช่วยได้มากเลยทีเดียวค่ะ

ไข่ใบเล็กๆ แค่นี้ แต่ประโยชน์ไม่เล็กเลยนะ แถมยังหาซื้อง่ายมากๆ ถือเป็นอาหารโปรดของใครหลายคน ใครที่ชอบทานอยู่แล้วคงยิ่งชอบมากขึ้นไปอีกล่ะสิ แต่ใครที่มีโรคประจำตัว ต้องระวังการทานไข่แดงด้วยนะคะ ควรปรึกษาคุณหมอก่อนทาน เพื่อทราบปริมาณไข่ที่เหมาะสมในการทานแต่ละวันด้วย อย่าลืมบอกต่อให้คนอื่นๆ รู้ด้วยล่ะ เราจะได้มีสุขภาพดีและห่างไกลโรคร้ายไปด้วยกันกันค่ะ

————————————————————
ดูแลโภชนาการอาหารที่ดี 80% ออกกำลังกาย 20%

ขอบคุณข้อมูลบางส่วนจาก ชมรมฟื้นฟูสุขภาพผู้ป่วยโรคมะเร็ง, marengok, sanook

 

ด้วยความปราถนาดีจาก กาโน กาแฟผสมเห็ดหลินจือ

01 ส.ค. 2016 ความลับของลมหายใจ

160801

 

หนึ่งในปัจจัยสำคัญ ที่ทำให้ผู้นั่งสมาธิ อย่างสม่ำเสมอมีใบหน้าอ่อนกว่าวัย ก็เพราะพวกเขาได้มีโอกาสฝึกการหายใจ ให้เต็ม แน่น ลึก อย่างละเอียดอ่อนได้บ่อยๆ ครั้งนั่นเอง ซึ่งนอกจากจะช่วยเพิ่มความสงบสุขในใจ และลดสารความเครียดในร่างกายเรา ที่เรียกว่า “ฮอร์โมนคอร์ทิซอล” (Cortisol) ซึ่งถ้ามีมากไปจึงเป็นสาเหตุหลักของการทำให้เซลล์ทั่วร่างกายเกิดอาการเหนื่อย ล้าแห้ง เหี่ยว และแก่ชราก่อนวัยอันควร

เทคนิคการหายใจที่ดีคือ การหายใจอย่างเต็ม แน่น ลึก อย่าง “ละเอียดอ่อน” ซึ่งเป็นลักษณะการหายใจให้เข้าและออกอย่าง…ช้า ลึกและเบา โดยสูดลมหายใจเข้าทางรูจมูกทั้งสองข้างเท่ากัน จนทั่วปอด สุดลึกลงไปถึงท้องน้อย ให้หน้าท้องและท้องน้อยสุดค่อยๆ พองออก (เมื่อนั้นอากาศก็จะเต็มปอดไปในตัวด้วย) จนไม่สามารถพองต่อไปได้อีก แล้วจึงค่อยๆ ปล่อยลมหายใจออกอย่างช้าๆ…ยาวๆ…สบายๆ…อย่างไม่ต้องเกร็ง จนออกหมดทั่วท้องและปอดจนเฮือกสุดท้าย ทำเท่านี้เพียง 4-5 ครั้ง ก็จะ รู้สึกได้เองว่าทั่วร่างกายเราเริ่มเบา ผ่อนคลาย สบายๆ อารมณ์ก็เริ่มเย็น ความคิดเริ่มโล่ง และสมองก็ เริ่มปลอดโปร่งขึ้นแล้ว

การหายใจอย่างเต็มปอดเต็มท้องทั้งท้อง ยังช่วยฟอกเลือด ที่นำพาออกซิเจน ไปหล่อเลี้ยงส่วนต่างๆ ของใบหน้าได้อย่างทั่วถึง และสม่ำเสมอ ทำให้เซลล์ทั่วสมองงอกงามดี จึงทำให้ใบหน้า ดูมีน้ำมีนวล เต่งตึง สดใส อ่อนกว่าวัย

และสุดท้ายเลือดเหล่านั้น ก็ยังช่วยขับสารพิษตกค้างต่างๆ (detox) ออกจากอวัยวะ ทุกส่วนของร่างกาย และบนใบหน้าโดยผ่านออกทางปากได้อย่างทั่วถึงอีกด้วย จะสังเกตได้ว่า เวลาที่เราโกรธ เกลียด กลัว ตกใจ เครียด หงุดหงิด วิตก กังวล หรือเกิดความทุกข์ใจ ลมหาย ใจของเราจะสั้น ตื้น และแผ่วเมื่อยามสิ้นหวัง

แต่เวลาที่เรามีความ สงบ สบาย สุขุม สุข เกิดความมั่นใจในตัวเอง เกิดพลังชีวิต ลมหายใจของเรา จะเต็ม แน่น ลึกอย่างละเอียดอ่อน แล้วช่วงหายใจออกก็ออกได้ยาว ช้า และโล่งออกหมด

ทั้งนี้สิ่งที่หลายคนไม่รู้ก็คือ หากเราตั้งใจหายใจให้เต็มๆ แน่นๆ และลึกๆ สัก 4-5 ครั้ง สมองของเราจะถูกปรับไปเป็นว่า เรากำลังรู้สึกสบาย สุขุม มีความสุข และมีพลังชีวิตอยู่ในตัว กระบวนการนี้ตรวจหรือทดสอบกันได้ ที่เรียกว่า การทำ “Biofeedback” (การป้อนกลับทางชีวภาพ) โดยใช้เครื่องมือที่เรียกว่า การตรวจคลื่นสมอง

ถามว่าต้องทำและต้องฝึกบ่อยแค่ไหน คำตอบคือ “รู้ตัวเมื่อไหร่ ก็ทำเมื่อนั้น” หรือทำทุกครั้ง ที่รู้สึกว่าจิตเริ่มตก คือ เริ่มเกิดอาการเครียดที่มาจากความคิดวิตก กังวล กลัว โกรธ เกลียด เหนื่อย ที่เกิดจากภาวะกดดัน เบื่อ เซ็ง ซึม ท้อแท้ ทุกข์ใจต่างๆ

ชีวิตของคนเรา แท้จริงอยู่ได้ด้วยลมหายใจ ที่เชื่อมต่อกันระหว่างเท้าขึ้นมาตรงกระดูกไขสันหลัง ผ่านทางท้องน้อยขึ้นมาท้องบน ทั่วปอดหัวใจ ลำคอ จนขึ้นไปถึงทั่วสมอง เพราะฉะนั้น การรู้จักหายใจที่หนักแน่นละเอียดอ่อน และที่ดีต่อสุขภาพชีวิตคนเราที่เรียกว่า “พลังปราณ” นี้ จึงเป็นเครื่องมือในการสร้างจิตใจให้สงบสุขได้ สร้างชีวิตที่ประสบความสุขอย่างสำเร็จได้ รวมทั้งการเสริมสร้างสุขภาพชีวิตให้ดี และอย่างย้่งยืนที่ง่ายที่สุด

สิ่งมหัศจรรย์อันล้ำค่า อยู่ตรงปลายจมูกของเรานี่เอง

- ดร.วัลลภ ปิยะมโนธรรม -

#clubคนรักสุขภาพ

 

ด้วยความปราถนาดีจาก กาโน กาแฟผสมเห็ดหลินจือ

17 ส.ค. 2014 เส้นเลือดอุดตันไม่ต้องบายพาส

140818

สมุนไพรสูตรมุสลิม ทะลวงหลอดเลือดตามแบบวิธีโบราณ เพียงใช้เวลาสองนาที สามารถให้ของขวัญอันล้ำค่าแก่พ่อแม่และเพื่อน ๆ ของคุณ……..

วัตถุดิบที่จำเป็นต้องใช้ 
น้ำมะนาว 1 ถ้วย
น้ำขิง 1 ถ้วย
น้ำคั้นกระเทียม 1 ถ้วย
น้ำส้มสายชูจากแอปเปิล(แอปเปิ้ลไซเดอร์) 1 ถ้วย 
(การวัดปริมาณง่ายๆ คือทุกอย่างเท่ากัน คั้นเสร็จแล้วใส่ตวงปริมาณในภาชนะขนาดเท่ากัน)

วิธีเตรียม
1 ลอกเปลือกกระเทียมและขิง หันขิงเป็นชิ้นบาง ๆ นำไปในเครื่องปั่นเครื่องคั้นน้ำผลไม้เพื่อตีให้เป็นน้ำปั่น แล้วเทลงผ้ากรอง เพื่อบีบให้ได้น้ำคั้น (ควรคั้นน้ำทีละอย่างเพื่อสะดวกในการกะปริมาณ)
2 นำน้ำคั้น กระเทียมขิงลงไปในหม้อหุง เติมน้ำมะนาวและน้ำส้มสายชูแอปเปิลลงในหม้อ เพิ่มไฟให้เดือด แล้วค่อยๆเคี่ยวไปโดยไม่ต้องปิดฝาหม้อ เพื่อให้น้ำมีโอกาสได้ระเหย จะใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมง ก็จะได้ยาที่เคี่ยวแล้วประมาณครึ่งหนึ่งของปริมาตรเดิม
3 เมื่ออุณหภูมิจะลดลง ให้เติมน้ำผึ้งลงไปผสมทีละน้อย อาจจะใช้น้ำผึ้งมากหน่อย โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ทานได้ง่าย
4. นำผลิตภัณฑ์ที่ทำสำเร็จบรรจุไว้ในขวดแก้ว แล้วนำไปแช่ในตู้เย็น

วิธีรับประทาน: กินหนึ่งช้อนโต๊ะก่อนอาหารเช้าทุกวัน คนส่วนใหญ่สามารถใช้ยานี้รักษาโรคหัวใจและหลอดเลือดให้หายขาดได้ นอกจากนี้ยังใช้ยานี้เป็นเครื่องดื่ม ใช้ป้องกันโรคหัวใจและความดันโลหิตสูง รวมทั้งป้องกันโรคหวัดและโรคอื่น ๆ

เมื่อกินได้หนึ่งเดือน ให้ไปตรวจสอบที่โรงพยาบาล คุณจะพบหลอดเลือดของคุณสะอาด บริเวณที่มีการปิดกั้นการได้รับการทะลวงไปแล้ว
ตำรับนี้จะต้องเก็บไว้! และต้องเปิดเผยส่งต่อให้คนอื่นๆ
ตำรับยาการทะลวงหลอดเลือดสูตรลับสุดยอด ให้คนที่คุณรักลองดู

หมายเหตุ: สูตรนี้ชีวอโรคยานำมาจากแหล่งอ้างอิงที่บอกมาตอนท้ายเพื่อแบ่งปัน ดังนั้นผู้ที่สนใจจะทำควรศึกษาทดลองด้วยตนเอง ไม่สามารถยืนยันได้ว่าจะหายจริงหรือเปล่า เนื่องจากเราไม่มีข้อมูลเพิ่มเติมมากกว่านี้ และสมุนไพรที่ใช้ในสูตรก็เป็นของมีประโยชน์ทั้งสิ้น ดูแล้วไม่มีอันตรายใดๆ จึงนำมาเผยแพร่

ที่มา…ประสาน ศรีนวลนัด

ด้วยความปราถนาดีจาก กาโน กาแฟผสมเห็ดหลินจือ

07 ต.ค. 2013 ถั่ว 5 สี บำรุงร่างกาย

ถั่ว 5 ชนิด

ถั่วแต่ละชนิดจะมีคุณสมบัติในการปรับธาตุในร่างกายแตกต่างกันและบำรุงอวัยวะภายในต่างๆ ให้ทำงานได้ดียิ่งขึ้น ให้สารอาหารที่ครบถ้วนพร้อมด้วยพลังงานที่จะทำให้ร่างกายมีความสดชื่น

ถั่ว 5 สี สัมพันธ์กับธาตุทั้ง 5

ถั่วดำ (BLACK BEANS) ธาตุน้ำ มีประโยชน์ต่อ ไต
ถั่วเขียว(GREEN BEANS) ธาตุไม้ มีประโยชน์ต่อ ตับ
ถั่วแดง (RED BEANS) ธาตุไฟ มีประโยชน์ต่อ หัวใจ
ถั่วขาว (WHITE BEANS) ธาตุโลหะ มีประโยชน์ต่อ ปอด
ถั่วเหลือง(SOY BEANS) ธาตุดิน มีประโยชน์ต่อ ม้าม

ไม่เพียงเท่านี้ ถั่วทั้ง 5 ชนิด ยังมีคุณค่าในตัวของมันเองอีกด้วย กล่าวคือ

ถั่วดำ (Black Beans) อุดมไปด้วยโปรตีน ไขมัน คาร์โบไฮเดรต แคโรทีน ไนอะซิน วิตามินบี 1และบี 2 รวมถึงสารที่ช่วยบรรเทาอาการปวดลำไส้เล็ก มีสรรพคุณบำรุงโลหิต ขับปัสสาวะ ขจัดพิษ บำรุงไต บำรุงสายตา และเหมาะสำหรับผู้ที่มีอาการบวมน้ำ เหน็บชา ดีซ่าน ไตเสื่อม เป็นต้น

ส่วนถั่วเขียวเอง (Green Beans) ก็ไม่ได้น้อยหน้าใคร เพราะมีสรรพคุณแก้ ร้อนใน ถอนพิษจากพืชและสารหนู บำรุงสายตา ลดความดันโลหิต รักษาอาการกระหายน้ำ ลำไส้อักเสบ เบาหวาน ช่วยกระตุ้นประสาท โดยมีแคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก และแคโรทีนเป็นส่วนประกอบ

เนื้อถั่วแดงบนไอศกรีมชาเขียวที่เรามักเห็นในร้านอาหารญี่ปุ่นก็ไม่ใช่ย่อย เนื่องจากถั่วแดง (Red Beans) ช่วยขับปัสสาวะ แก้ประจำเดือนมาไม่ปกติ แก้ลมพิษ ดีซ่าน บรรเทาอาการปวดข้อและบวม กำจัดหนอง แก้ อาหารเป็นพิษ รักษาอาการลำไส้อักเสบ หรือถ่ายเป็นเลือด ถั่วชนิดนี้จึงไม่ใช่แค่ของประดับให้ดูสวยงามบนหน้าไอศกรีมเท่านั้น เพราะถั่วแดงถือเป็นถั่วชนิดหนึ่งที่นิยมทำเป็นของหวาน บ่งบอกได้ว่า…ถั่วแดงนี้ทั้งอร่อยและมากประโยชน์

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่รับประทานผลิตภัณฑ์ลดความอ้วน คงคุ้นหูกับสารสกัดจากถั่วขาว (White Beans) ที่มีคำบรรยายว่าสามารถช่วยยับยั้งเอนไซม์ที่ทำหน้าที่ย่อยแป้ง ให้ดูดซึมแป้งและน้ำตาลน้อยลง จึงมีส่วนทำให้น้ำหนักลดลงได้ เจ้าสารสกัดตัวนี้มีชื่อว่า “ฟาซิโอลามีน (Phaseolamin)” นั่นเอง ประโยชน์ของมันในปริมาณ 500 มิลลิกรัมต่อวัน ไม่เพียงมีผลทำให้น้ำหนักลดลง แต่ยังช่วยควบคุมสมดุลของระดับน้ำตาลในเลือด และลดระดับไตรกรีเซอไรด์ในร่างกายอีกด้วย

ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่ชอบดื่มน้ำเต้าหู้เป็นอาหารเช้า คุณเคยทราบหรือไม่ว่ามันมีประโยชน์อะไรบ้าง น้ำเต้าหู้ทำมาจากถั่วเหลือง (Soy Beans) ซึ่งเจ้าถั่วชนิดนี้มีโปรตีน เลซิทิน กรดแอมิโน รวมทั้งมีแคลเซียม ฟอสฟอรัส ธาตุเหล็ก ไนอะซิน วิตามินบี 1และบี 2 วิตามินเอและอี ซึ่งสามารถกระตุ้นการเจริญเติบโตของกระดูก ป้องกันการขาดแคลเซียมในกระดูกและบำรุงระบบประสาทในสมอง สรรพคุณขนาดนี้คุณนึกอยากดื่มน้ำเต้าหู้ขึ้นมาหรือยัง?

เมื่อไรที่คุณนึกอยากจะรับประทานถั่วเหล่านี้ เราก็อยากแนะนำเคล็ดไม่ลับเสียหนึ่งข้อ นั่นคือ…ควรคัดเมล็ดถั่วเสียทิ้งก่อนนำไปประกอบอาหาร เพื่อลดความเสี่ยงในการรับสารพิษจากเชื้อรา (อะฟลาท็อกซิน) ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งตับ

คราวนี้คุณก็คงรับประทานถั่ว 5 สี 5 ชนิดนี้ได้อย่างเอร็ดอร่อย อุดมไปด้วยคุณค่า และสรรพคุณมากมายต่อร่างกายคุณเอง!
……………………..……………………..…………………
ติดตามข้อมูลข่าวสารสุขภาพ โภชนาการอาหารที่ดี
ดูแลรูปร่างและการออกกำลังกายที่น่าสนใจ ได้ที่
Facebook : www.facebook.com/behealthyonline
หุ่นดี สุขภาพดี คลิ๊ก www.thaiwellnessonline.com/behealthy
……………………..……………………..…………………

ที่มา : สมาคมแพทย์แผนไทยแห้งประเทศไทย

23 ส.ค. 2013 คุณภาพหลินจือ : เลือกกินตัวไหนระหว่า ถั่งเฉ้า-ออยส์เตอร์-สกาโน?

Quality_0808

ภายหลังที่สมาชิกครอบครัว กาโนฯ ได้มีความเข้าใจบางส่วนในสรรพคุณของ “ถั่งเฉ้า” หรือ “ตงฉง” หรือในภาษาอังกฤษ “Cordyceps” กันแล้ว ก็เลยเกิดปัญหาข้องใจและสงสัยกันยกใหญ่ว่า…

แล้วจะเลือกกินตัวไหนดี?

ถ้าตอบแบบกำปั้นทุบดิน !

แน่นอน ต้องกินทุกตัวนั่นแหละ เป็นดีที่ซู้ด (สำหรับผู้นำ)

แต่ถ้าเป็นชาวบ้านทั่วไปล่ะ?

ขืนตอบให้กินทุกตัว ตั้งแต่พระเอกนางเอก หลินจือ ราก และดอก ที่ต้องกินแน่นอนอยู่แล้ว ต้องพ่วงอีก 3 ตัวเข้าไป

สิ่งที่ได้ ชาวบ้านทั่วไป ปฏิเสธค่อนข้างชัดเจน

เพราะฉะนั้น เราจึงจำเป็นต้องจัดสรรให้เขากินควบคู่ไปกับหลินจืออย่างมีชั้นเชิง ซึ่งก็คือ “กินอย่างมีคุณภาพ” ที่ได้ประโยชน์ทางยาสูงสุดนั่นเอง

ไม่ว่า “ถั่งเฉ้า” “ออยส์เตอร์” และ “สกาโน” ต่างมีประโยชน์ในการบำบัด เสริมสร้าง ให้สุขภาพของเราดีขึ้นแน่นอน เพียงแต่เราจำเป็นต้องเลือกสรรให้เหมาะกับแต่ละคน

การจะเลือกให้เหมาะกับแต่ละคนนั้นเราจำเป็นต้องรู้สรรพคุณของแต่ละตัวให้ชัดเจนเสียก่อน แล้วเราก็จะรู้ว่า ให้กินหลินจือ ควบคู่กับตัวไหน?

ดังนั้น เราจะมาทำความเข้าใจกับ “ถั่งเฉ้า” “ออยส์เตอร์” และ “สกาโน” ให้ชัดเจนกว่าที่ผ่านมา

“สกาโน” ซึ่งก็คือ “ว่านปลาไหลเผือก” ที่ผ่านกระบวนการสกัดพิเศษที่ไม่เหมือนใครและไม่มีใครเหมือน โดยมีส่วนผสมของหลินจือภายในแคปซูลเดียวกัน เป็นที่รู้กันทั่วโลกในวงการสมุนไพรว่า “ว่านปลาไหลเผือก” มีจุดเด่นอยู่ที่ การลดไข้ รักษาอาการไข้ รักษาโรคไข้จับสั่น ตัดไข้เป็นต้น

แต่สำหรับ “สกาโน” ของกาโนฯ มีความพิเศษ และเป็นจุดเด่นยิ่งกว่านั้นก็คือ บำรุงไตเป็นสำคัญ เมื่อไตแข็งแรง ระบบเลือดก็ได้รับการกรองให้ดีขึ้น เป็นการบำรุงไปด้วยในตัว บำรุงระบบเส้นประสาทกระดูกสันหลัง โดยการบำรุงทั้งระบบเลือดและเส้นประสาท ทำให้ระบบกล้ามเนื้อได้รับการคลายตัว จึงเป็นการลดอาการปวดกล้ามเนื้อ ขณะเดียวกัน อาการอักเสบ เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดเป็นไข้ ดังนั้น เมื่อกิน “สกาโน” ก็เท่ากับลดไข้ เมื่อไข้ลดลง อาการปวดก็จะลดลงโดยธรรมชาติ

เพราะฉะนั้น “สกาโน” กินคู่กับ “หลินจือ” จึงเหมาะสำหรับผู้ที่มีอาการปวด มีไข้ หรือเกิดจากการขับพิษที่ทำให้มีอาการปวด มีไข้ขึ้น ก็เหมาะกับการกินหลินจือคู่กับสกาโนอย่างไม่มีปัญหา

ส่วน “ออยส์เตอร์” มีประสิทธิภาพมากมายเลยทีเดียว มีส่วนสร้างและซ่อมแซมกล้ามเนื้อ ลดอาการปวดกล้ามเนื้อได้ดี ปรับฮอร์โมนหญิงและชายได้เป็นอย่างดี (ตรงนี้แหละที่เกิดการชะลอความแก่ เป็นตัวต้านอนุมูลอิสระที่ดี) กระตุ้นการทำงานของกระเพาะและลำไส้ ทำให้ระบบย่อยและขับถ่ายดีขึ้น เสริมภูมิต้านทานมากขึ้น ลดภูมิแพ้ ต่อต้านเชื้อไวรัส แบคทีเรีย เป็นต้น เสริม เพิ่มประสิทธภาพการทำงานของหัวใจให้แข็งแรงขึ้น เมื่อการทำงานของหัวใจแข็งแรง ระบบไหลเวียนก็ดีขึ้น อีกลักษณะหนึ่ง ออยส์เตอร์ เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับเส้นเลือดหัวใจตีบ ออยส์เตอร์มีจุดเด่นในการขยายหลอดเลือด หลอดเลือดดีขึ้น การทำงานของระบบประสาทที่ควบคุมกล้ามเนื้อมีความต่อเนื่องที่ดีขึ้นรวมทั้งมีประโยชน์สำหรับผู้ที่มีอาการของโรคชัก และอีกสิ่งหนึ่งที่ชัดเจนสำหรับสุภาพบุรุษก็คือการเสริมบำรุง และซ่อมแซมต่อมลูกหมากให้แข็งแรงมีชีวิตชีวาที่ชัดเจนมาก เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานที่ดีขึ้น ส่วนสุภาพสตรีก็จะเสริมบำรุงให้ระบบประจำเดือนเป็นปรกติให้มากที่สุด

ส่วน “ถั่งเฉ้า” ย้ำอีกครั้งว่า การบำรุงปอดเป็นเอกลักษณ์ที่ยิ่งใหญ่และชัดเจนที่สุด สำหรับคนส่วนใหญ่ที่เคยมีปัญหากับระบบภูมิต้านทาน เมื่อกินถั่งเฉ้าจะพบกับการขับพิษที่รุนแรงจากการไอมากขึ้น มีเสมหะเพิ่มขึ้น เป็นการขับพิษอีกครั้งหนึ่ง หลังจากที่เคยเกิดขึ้นจากการกินหลินจือมาแล้ว นั่นหมายถึงเสริมภูมิต้านทานของเราให้แข็งแรงขึ้นชัดเจนมาก เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของหัวใจให้แข็งแรงขึ้น เมื่อหัวใจแข็งแรง ระบบสูบฉีดเลือดก็แข็งแรง เมื่อระบบเลือดแข็งแรง ระบบอวัยวะภายในก็แข็งแรง แต่ละระบบจะเสริมประสิทธิภาพซึ่งกันและกันให้แข็งแรงไปตามธรรมชาติ

ถึงตอนนี้ เชื่อว่าพวกเราพอจะมองออกและเข้าใจดีขึ้นว่า แต่ละคน ควรจะกินหลินจือคู่กับตัวไหนดี? สำหรับบางคนก็ควรจะมีการปรับลด-เพิ่ม แต่ละตัวดูว่า เมื่อกินคู่กับหลินจือ ตัวไหนให้ประสิทธิภาพกับตัวเราดีที่สุด ชัดเจนที่สุด เพราะร่างการของแต่ละคนในการรับตัวยาจะแตกต่างกัน คนสองคนมีอาการเดียวกันแต่คนหนึ่ง กินหลินจือคู่กับออยส์เตอร์ได้ผลชัดเจนดี แต่อีกคนกลับไม่ได้ผลดีนัก ต้องกินคู่กับถั่งเฉ้าจะชัดเจนมาก

สุดท้าย ขอให้สมาชิกครอบครัวกาโน จงมีสุขภาพแข็งแรงยิ่งๆขึ้น เป็นหนุ่มสาวมากขึ้น จากผลิตภัณฑ์ 4 ตัวควบคู่กันแล้วจะเป็น กระบวนการ …

ดับเบิ้ลทวินแอ็คชั่น…แล้วดับเบิ้ลทวินแอ็คชั่น ๆๆๆๆๆๆ  …..  ไม่รู้จบ…

 

 

กาโนรักคุณ สิงหาคม 2551