Tag-Archive for ◊ หวัด ◊

02 เม.ย. 2014 เป็นหวัด หรือ ภูมิแพ้กันแน่


บางครั้งโรคจมูกอักเสบจากการติดเชื้อไวรัส (viral rhinitis) หรือหวัด (common cold) กับโรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ (allergic rhinitis) อาจมีอาการคล้ายกัน

โรคจมูกอักเสบจากการติดเชื้อไวรัส (viral rhinitis) หรือหวัด (common cold) ทำให้ผู้ป่วยมีไข้ อ่อนเพลีย ปวดหรือมึนศีรษะ คัดจมูก น้ำมูกไหล (ใส หรือขุ่น) สาเหตุที่พบได้บ่อยที่ทำให้ภูมิต้านทานน้อยลง และมีการติดเชื้อไวรัสตามมาได้แก่ เครียด นอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ โดนหรือสัมผัสอากาศที่เย็นมากๆ เช่น ขณะนอนเปิดแอร์ หรือพัดลมเป่าจ่อ ไม่ได้ใส่เสื้อผ้า หรือไม่ได้ให้ความอบอุ่นแก่ร่างกายเพียงพอ การดื่มหรืออาบน้ำเย็น ตากฝน หรือสัมผัสกับอากาศที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เช่น จากร้อนเป็นเย็น เย็นเป็นร้อน หรือมีคนรอบข้างที่ไม่สบายคอยแพร่เชื้อให้เราทั้งที่บ้านและที่ทำงาน ไวรัสที่ทำให้เกิดโรคได้แก่rhinovirus, influenza, parainfluenza, adenovirus ผู้ป่วยส่วนใหญ่ มักจะหายได้เองภายใน 7 – 10 วัน โดยไม่ต้องรับประทานยาต้านจุลชีพ ถ้าผู้ป่วยปฏิบัติตนอย่างถูกต้อง และเหมาะสม 

โรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ (allergic rhinitis) หรือโรคแพ้อากาศ ทำให้ผู้ป่วยมีอาการจาม คันจมูก น้ำมูกไหลออกมาทางจมูก หรือไหลลงคอ คัดจมูก คันเพดานปากหรือคอ นานมากกว่า 1 เดือนขึ้นไป

อาการดังกล่าว มักจะมีอาการ เป็นๆ (มีเหตุมากระตุ้น) หายๆ (ไม่มีเหตุมากระตุ้น) เมื่อผู้ป่วยมีอาการ ต้องมีเหตุที่กระตุ้นทำให้เกิดอาการนำมาก่อน เช่น
- ความเครียด, การนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ, อารมณ์เศร้า, วิตก, กังวล, เสียใจ
- ของฉุน, ฝุ่น, ควัน, อากาศที่เปลี่ยนแปลง

และอาการดังกล่าวจะดีขึ้นเองหลังหมดเหตุดังกล่าว หรือดีขึ้นหลังได้รับประทานยาแก้แพ้ ผู้ป่วยอาจมีประวัติเป็นโรคภูมิแพ้ชนิดต่างๆ [เช่น โรคเยื่อบุตาอักเสบภูมิแพ้, โรคหืด, โรคผิวหนังอักเสบภูมิแพ้ หรือที่เรียกว่ากลุ่มโรคอะโทปี (atopic diseases or atopy)] ในสมัยเด็ก หรือในปัจจุบัน เนื่องจากโรคภูมิแพ้ เป็นกลุ่มของโรคที่แสดงอาการได้กับหลายระบบของร่างกาย นอกจากนั้นผู้ป่วยอาจมีประวัติคนในครอบครัวป่วยเป็นโรคภูมิแพ้ชนิดต่างๆดังกล่าว เนื่องจากโรคภูมิแพ้ดังกล่าวมีการถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์ได้

***ดูรูปตารางอาจพอช่วยแยก 2 โรคนี้ออกจากกันได้

140402

ขอบคุณข้อมูลจาก รศ.นพ. ปารยะ อาศนะเสน คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล,si.mahidol.ac.th

ด้วยความปราถราดีจาก กาโน กาแฟผสมเห็ดหลินจือ

10 ธ.ค. 2013 อบอุ่นหน้าหนาวกับสมุนไพรพื้นบ้าน

1476580_479455552166980_151792851_n

 

อบอุ่นหน้าหนาวกับสมุนไพรพื้นบ้าน

ในช่วงปลายปีอากาศในบ้านเราจะเริ่มเย็นขึ้นโดยเฉพาะทางตอนเหนือของประเทศและบนที่สูงอากาศจะเย็นกว่าบริเวณอื่น อากาศที่เปลี่ยนแปลงนี้จะทำให้ร่างกายปรับสภาพไม่ทันเกิดการไม่สบายได้ง่าย 

โรคที่เกิดขึ้นได้บ่อยในช่วงที่อากาศเย็นคือไข้หวัด เนื่องมาเชื้อไวรัสต่างๆมีสภาพคงตัวและแพร่พันธุ์ได้รวดเร็ว อีกเหตุผลคือร่างกายของคนเราโดยเฉพาะเด็กเล็กและผู้สูงอายุร่างกายยังมีภูมิคุ้มกันที่ไม่ดีเพียงพอ เมื่อสัมผัสกับอากาศที่หนาวเย็นร่างกายก็ไม่สามารถปรับสภาพได้ทันจึงทำให้ร่างกายอ่อนแอรับเชื้อต่างๆ เข้าสู่ร่างกายได้ง่าย พืชผักสมุนไพรพื้นบ้านของเราเป็นตัวช่วยตัวหนึ่งที่จะช่วยทำให้ร่างกายอบอุ่นขึ้นได้ในหน้าหนาว

>> กระเทียม เป็นสมุนไพรที่เราใช้กันอยู่เป็นประจำอยู่แล้วในการปรุงประกอบอาหาร ตามตำราของแพทย์โบราณทางตะวันออกระบุถึงคุณสมบัติของกระเทียมเพื่อเพิ่มพลังในร่างกาย เพราะความร้อนของกระเทียมจะช่วยให้ร่างกายอบอุ่นขึ้นโดยเฉพาะหากเป็นกระเทียมสดจะยิ่งมีสารอัลลิซินที่มากกว่า สารตัวนี้มีประโยชน์ต่อร่างกายมีการศึกษาที่พบว่าสารในกระเทียมช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของการเกิดคออักเสบ และลดการเกิดไข้หวัดในฤดูหนาวได้ ข้อควรระวังในการรับประทานกระเทียมคือไม่ควรรับประทานครั้งละมากเกินไป (มากกว่า 10 กลีบ) ในช่วงที่ท้องว่างเพราะอาจทำให้เกิดการระคายเคืองต่อกระเพาะอาหาร สำหรับผู้ที่รับประทานยาในกลุ่มต้านการแข็งตัวของเลือดควรที่จะปรึกษาแพทย์ก่อนที่จะรับประทานกระเทียมในปริมาณสูงเป็นประจำเนื่องจากอาจส่งผลต่อฤทธิ์ของยา

>> ขิง เป็นหนึ่งในสมุนไพรพื้นบ้านที่มีใช้กันมานานทั้งตะวันออกและตะวันตก ขิงเป็นพืชที่มีรสเผ็ดร้อน เมื่อรับประทานเข้าไปจะช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือดในร่างกาย ให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันดีขึ้นลดการเกิดไข้หวัด ตามตำราแพทย์พื้นบ้านมีการใช้ขิงทั้งสดและแห้ง เพื่อแก้หวัด แก้ปวดหัว และแก้หนาว วิธีการรับประทานก็เพียงนำเอาขิงแก่มาต้มแล้วดื่มน้ำขิงก็จะทำให้ร่างกายอบอุ่นขึ้น หรืออาจเติมน้ำผึ้งในปริมาณเล็กน้อยเพื่อเพิ่มรสชาติ

>> หัวหอม โดยทางตำราแพทย์ทั้งแผนตะวันออกและตะวันตกนิยมใช้หัวหอมในการรักษาโรค โดยเฉพาะคุณสมบัติที่ทำให้ร่างกายอบอุ่น เพิ่มภูมิต้านทานโรคให้แก่ร่างกาย นิยมนำมาปรุงประกอบอาหารมากกว่าการรับประทานแบบสด นำมาทำเป็นซุปจะช่วยให้ร่างกายแข็งแรงจะสังเกตได้ว่าประเทศที่มีลักษณะอากาศหนาวจะมีอาหารที่ปรุงประกอบด้วยหัวหอม เช่น ซุปหัวหอมของทางยุโรป ซุปหัวหอมและไก่ของจีน ซุปหัวหอมและถั่วของทางตะวันออกกลางเป็นต้น แต่ควรระวังเพราะหากรับประทานมากเกินไปอาจจะทำให้เกิดร้อนในและไม่ควรรับประทานหัวหอมสดปริมาณมาก (มากกว่า 1 หัวสำหรับหัวหอมใหญ่และ 3 หัวสำหรับหัวหอมแดง) ในเวลาท้องว่างเพราะทำให้กระเพาะอาหารอักเสบได้

>> อบเชย ซึ่งนิยมนำมาปรุงประกอบอาหารทั้งคาวและหวาน กลิ่นของอบเชยจะเป็นกลิ่นที่ให้ความอบอุ่น จึงเป็นที่นิยมรับประทานในเวลาที่อากาศเย็น

>> กานพลู นิยมนำมาเป็นเครื่องเทศ เครื่องแกง คุณสมบัติหนึ่งของกานพลูคือลดการอักเสบ และฆ่าเชื้อต่างๆ ดังนั้นการบริโภคกานพลูในหน้าหนาวจะช่วยลดอาการไม่สบายลงได้

>> พริกสด มีสารสำคัญที่ชื่อว่าแคปไซซิน ซึ่งเป็นสารที่ให้ความเผ็ดร้อนให้ความอบอุ่น เนื่องจากหลังจากที่รับประทานพริกเข้าไปแล้วจะไปเพิ่มระบบเมตาโบลิซึมของร่างกายทำให้ร่างกายเพิ่มการทำงานการเผาผลาญความร้อนเพิ่มมากขึ้น และมีคุณสมบัติทางยาคือช่วยบรรเทาอาการหวัด คัดจมูก ลดเสมหะ ในพริกยังประกอบไปด้วยวิตามินอื่นอีกเช่น วิตามินซี วิตามินเอ ที่ช่วยเพิ่มสารต้านอนุมูลอิสระให้แก่ร่างกาย

>> พริกไทย จัดได้ว่าเป็นเครื่องเทศที่มีกันอยู่ทุกครัวเรือน ในอาหารไทยเรามักจะต้องมีพริกไทยเป็นส่วนประกอบช่วยให้อาหารมีกลิ่นและรสชาติที่อร่อยเพิ่มมากขึ้น พริกไทยมีคุณสมบัติเผ็ดร้อน ช่วยย่อยอาหารและขับเหงื่อทำให้ร่างกายอบอุ่นขึ้น ตามตำราแพทย์ตะวันออกระบุว่าในช่วงที่อากาศหนาวควรเสริมพริกไทยเพิ่มเติมในอาหารจะช่วยให้ร่างกายอบอุ่นและเพิ่มภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกาย

ขอบคุณ www.thaihealth.or.th

……………………..……………………..………….
ติดตามข้อมูลข่าวสารสุขภาพ โภชนาการอาหารที่ดี
ดูแลรูปร่างและการออกกำลังกายที่น่าสนใจ ได้ที่
Facebook : www.facebook.com/behealthyonline
หุ่นดี สุขภาพดี คลิ๊ก www.thaihealthcarecenter.com/sampling
……………………..……………………..………….

ด้วยความปรารถนาดีจาก กาโน กาแฟเห็ดหลินจือ