Tag-Archive for ◊ สมุนไพร ◊

07 ส.ค. 2016 สมุนไพรช่วยบรรเทาโรคเบาหวาน

160807

 

ปัจจุบันโรคเบาหวานคุกคามคนไทยเป็นจำนวนมาก พืชผักใกล้ตัวเรานี่แหละ ที่จะสามารถช่วยบรรเทาและเหมาะกับผู้ป่วยโรคเบาหวานได้อย่างดี ถึงแม้จะยังไม่เป็นก็สามารถหารับประทานเพื่อสุขภาพไว้ก่อนได้

สมุนไพรช่วยบรรเทาโรคเบาหวาน

1. กระเจี๊ยบ ชงรับประทานกับน้ำ ใช้รักษาโรคเบาหวานและกระเพาะอาหาร

2. กระเพรา โดยนำใบกระเพรามาตากแห้งชงดื่มแทนน้ำ

3. ขนุน นำใบขนุนแก่ 5-10 ใบ มาต้มในน้ำ เคี่ยวนาน 30 นาทีนำมาดื่มเช้า-เย็นก่อนอาหาร

4. ขิง ใช้เห้งาขิง แก่สด มาคั้นน้ำให้ได้ครึ่งถ้วย ต้มกินน้ำ

5. คึ่นไฉ่ ใช้ต้น ก้าน ใบ นำมา 1กำมือ ต้มน้ำดื่ม หรือคั้นน้ำ ทำเป็นน้ำสมุนไพรดื่ม เช้า –เย็น

6. ชะพลู ใช้ชะพลูสด ล้างน้ำให้สะอาด ต้มให้เดือด นำมาดื่ม

7. เตยหอม วิธีใช้ นำรากเตยหอม 1 กำมือ ต้มน้ำดื่ม เช้า – เย็น

8. น้ำเต้า นำใบแห้ง 1 กำมือมาชงกับนำร้อนเป็นชาดื่มแทนน้ำตลอดวัน

9. ฟ้าทะลายโจร ใช้ทั้งต้นและใบสด 1 กำมือมาต้มน้ำ เคี่ยวนาน 30 นาทีแบ่งดื่ม เช้า-เย็น

10. มะตูม นำใบมะตูมแก่ 1 กำมือ มาต้มน้ำ 3 แก้ว เคี่ยวนาน 15-20 นาทีนำมาแบ่งดื่มตลอดวัน

11. มะขามป้อม วิธีใช้ นำผลสดมาตำแล้วคั้นน้ำดื่มผสมเกลือดื่มเช้า-เย็น

12. มะม่วงหิมพานต์ วิธีใช้ เปลือกต้น ส่วนในนำมาต้มดื่มเช้า-เย็น

13. แมงลัก กินหลังอาหาร วันละ 3 ครั้ง ช่วยลดน้ำตาลในเลือด

14. ลูกใต้ใบ นำใบและต้น 1-2 กำมือ มาต้มกับน้ำ 3 แก้วแบ่งดื่มเช้าเย็น

15. ว่านหางจระเข้ วิธีใช้ ใช้เนื้อวุ้นสดขนาด 2×2 นิ้ว กินวันละ3 ครั้ง ระหว่างมื้ออาหาร

16. หญ้าใต้ใบ นำทั้งต้นและใบ 1กำมือ มาต้มดื่ม 3 แก้วเคี่ยวนาน 30 นาที ดื่ม เช้า-เย็น ก่อนอาหาร

17. มะรุม วิธีใช้ นำรากสด 90-120 กรัม ทุบให้แหลก ต้มน้ำดื่มตอนเช้า-เย็น

18. รากสามสิบ วิธีใช้ นำราก 90-100 กรัม มาต้มน้ำดื่มวันละครั้งตอนเช้า

19. โหระพา วิธีใช้ นำทั้งใบ ต้น 1 กำมือ ต้มน้ำดื่มเช้า- เย็น ก่อนอาหาร

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
หนังสือ สมุนไพร 150 ชนิดบำบัดเบาหวานโดยเภสัชกรหญิง จุไรรัตน์

 

ด้วยความปราถนาดีจาก กาโน กาแฟผสมเห็ดหลินจือ

30 พ.ค. 2014 20 สุดยอดอาหาร..ล้างพิษได้ฉมัง!

140530

“กินข้าวเป็นหลัก กินผัก-ผลไม้เป็นยา” ประโยคเก่าแก่ ตั้งแต่สมัยโบราณประโยคนี้จริงๆ แล้วควรเป็นประโยคอมตะ เพราะสามารถนำมาใช้ได้ทุกยุคทุกสมัย และได้ทุกสถานการณ์ ไม่ว่าคุณจะสบายดีหรือป่วย จะอยากลดความอ้วน อยากสวย หรืออยากหล่อ จุดเริ่มต้นที่ดี ก็คืออาหาร ที่จะไปแปรสภาพเป็นเลือด เซลล์ เนื้อเยื่อ ทุกๆ ส่วนของร่างกายเรานั่นเอง

ดังนั้นการ “กินให้เป็น” จึงเป็นสิ่งสำคัญมาก ยิ่งในสังคมคนเมืองด้วยแล้ว เพราะทุกวันนี้สิ่งที่เรามักกินกันในชั่วโมงเร่งรีบ ส่วนใหญ่ “ไม่ใช่อาหารแท้ๆ” อาหารสำเร็จรูปหรือกึ่งสำเร็จรูปที่มีขายให้สะดวกกินกันอยู่ทุกวันนี้ ล้วนจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องถูกผสมด้วยสารเคมีเพื่อประโยชน์ในการเก็บรักษา เพราะฉะนั้น หากพอมีเวลา เราอยากให้คุณลองหันมากินอาหาร(แท้)เพื่อล้างพิษตกค้างกันบ้าง วันนี้ เรามี 20 อาหารดีที่ควรกินเพื่อล้างพิษมาฝาก จะมีอะไรบ้าง มาดูกัน!

20 อาหารล้างพิษ
—————–
1. สาหร่าย : ช่วยดูดซึมคลื่นรังสีที่สะสมในร่างกาย สามารถจับกับพวกโลหะหนักได้ด้วย นอกจากนี้ยังเต็มไปด้วยโปรตีนและเกลือแร่ในปริมาณมาก

2. หัวหอม : ประกอบไปด้วยสารต่อต้านมะเร็งหลายชนิด มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง ช่วยทำความสะอาดหลอดเลือด ลดระดับ LDL ตัวการก่อให้เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ นอกจากนี้ยังช่วยให้ระบบทางเดินหายใจทำงานดีขึ้น รักษาโรคหอบหืด โรคทางเดินหายใจ โรคภูมิแพ้ และที่สำคัญคือช่วยรักษาโรคเบาหวานโดยช่วยให้ระดับน้ำตาลคงที่

3. มะนาว : เป็นสุดยอดอาหารที่ช่วยทำความสะอาดตับ มีวิตามินซีสูง น้ำมะนาวสดเมื่อนำมาผสมกับน้ำอุ่นแล้วดื่มตอนเช้าหลังตื่นนอน ดื่มสัปดาห์ละ 1-2 วัน จะช่วยล้างพิษและทำให้เลือดสะอาดขึ้น

4. เมล็ดแฟลกซ์ : อุดมไปด้วยกรดไขมันจำเป็นโอเมก้า 3 ซึ่งมีประโยชน์ต่อสมอง ช่วยบำรุงความจำ และมีผลดีต่อหัวใจเพราะช่วยลดระดับ LDL นอกจากนี้ยังมีสารที่ช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันอีกด้วย

5. กระเจี๊ยบ : น้ำกระเจี๊ยบมีคุณสมบัติช่วยขจัดชื้อแบคทีเรียและไวรัสออกจากระบบทางเดินปัสสาวะ

6. ทับทิม : สามารถรักษาอาการอักเสบ ลดการติดเชื้อ

7. พืชตระกูลถั่ว : (เช่น ถั่วแดง ถั่วเขียว ถั่วเหลือง และถั่วขาว) จากการศึกษาพบว่าผู้ที่กินถั่วเป็นประจำมีระดับคอเลสเตอรอลน้อยกว่าผู้ที่ไม่ได้กิน วยลดอัตราความเสียงต่อการเกิดโรคหัวใจ ช่วยทำความสะอาดและลดการสะสมของสารพิษในลำไส้ได้ดี มีส่วนช่วยป้องกันการเกิดมะเร็งลำไส้และมะเร็งต่อมลูกหมาก ช่วยในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่

8. ขึ้นฉ่าย : ผู้ที่มีความดันโลหิตสูงควรกินขึ้นฉ่ายเป็นประจำ หรือถ้าจะให้ดีควรดื่มน้ำคั้นจากขึ้นฉ่ายสดในตอนเช้า เพื่อช่วยควบคุมระดับแรงดันเลือดให้คงที่ ในขึ้นฉ่ายยังประกอบไปด้วยสารต้านการเกิดมะเร็ง และสารที่ช่วยขับของเสียจากบุหรี่ในคนที่สูบบุหรี่หรือผู้ที่ได้รับควันบุหรี่ด้วย

9. แครอท : มีสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยปกป้องร่างกายจากสารพิษ (ระบบทางเดินประสาท สายตา และผิวหนัง) ลดการเกิดมะเร็ง ช่วยทำให้ระบบทางเดินหายใจและหัวใจแข็งแรงขึ้น

10. มะเขือพวง : สามารถช่วยดูดซึมและดักจับไขมันในอาหาร และขับออกจากร่างกายโดยระบบขับถ่าย และลดการสะสมของเสีย

11. ส้มโอ หรือเกรปฟรุต : ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเส้นเลือด ต่อต้านการเกิดมะเร็ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งมะเร็งกระเพราะอาหารและมะเร็งตับอ่อน สารต้านอนุมูลอิสระในเกรปฟรุตช่วยปกป้องสารพิษที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย

12. กระเทียม : ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ขับและฆ่าพยาธิในทางเดินอาหาร ฆ่าเชื้อไวรัส โดยเฉพาะทำความสะอาดเลือดและระบบลำไส้ ทำให้เส้นเลือดมีความยืดหยุ่นและลดแรงดันโลหิต นอกจากนี้ยังต่อต้านการเกิดมะเร็งและทำให้ระบบทางเดินหายใจดีขึ้น แต่ก็ควรระวังเรื่องการกินกระเทียมมากเกินไป ซึ่งก่อให้เกิดลมหายใจที่มีกลิ่นกระเทียมไปด้วย

13. บลูเบอร์รี่ : ช่วยลดการระคายเคือง สารที่มีในบลูเบอร์รี่สามารถเข้าไปขัดขวางแบคทีเรียในทางเดินปัสสาวะ ส่งผลให้ลดการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะได้

14. กะหล่ำปลี : มีสารต่อต้านมะเร็งและอนุมูลอิสระ ช่วยทำความสะอาดระบบย่อยอาหาร รักษาและปกป้องกระเพราะอาหารจากแบคทีเรียและไวรัสต่างๆ 

15. บีทรูท : ต่อต้านชื้อโรค ทำความสะอาดเลือด ตับ และระบบน้ำเหลือง อีกทั้งมีคุณสมบัติช่วยให้ร่างกายรับออกซิเจนได้มากขึ้น จึงช่วยกำจัดของเสียได้ง่ายและเร็วขึ้น ซึ่งจากกการศึกษาเมื่อไม่นานมานี้พบว่าบีทรูทช่วยปรับระดับกรด – ด่างในเลือดให้สมดุลด้วย

16. อะโวคาโด : มีสารกลูตาไทโอน ที่สามารถช่วยลดคอเลสเตอรอลและป้องกันหลอดเลือดอุดตัน ทำให้หลอดเลือดมีความยืดหยุ่น ทั้งช่วยจับสารพิษที่เป็นตัวก่อให้เกิดมะเร็งกว่า 30 ชนิด และขณะเดียวกันก็ช่วยให้ตับกำจัดของเสียจำพวกสารเคมีและโลหะหนักออกได้ง่ายขึ้น

17. ตำลึง : ช่วยกระตุ้นการผลิตน้ำดีที่จะทำให้ลำไส้ขับสารพิษออกจากร่างกาย ช่วยให้ตับสลายไขมันในร่างกายด้วย

18. แอปเปิ้ล : ช่วยต่อต้านการเกิดมะเร็ง ฆ่าเชื้อแบคทีเรียและเชื้อไวรัส จากการศึกษาทดลองยังพบว่าแอปเปิ้ลช่วยขับสารเคมีที่ปนเปื้อนในอาหาร ซึ่งก่อให้เกิดอาการแพ้ในเด็ก และไมเกรนในผู้ใหญ่ได้

19. อัลมอนด์ : เป็นถั่วที่มีใยอาหารสูง มีแคลเซียมและโปรตีนที่ดีต่อร่างกาย แม้จะมีไขมันแต่ก็เป็นไขมันที่ดีและจำเป็นต่อร่างกายในระหว่างที่เราทำการล้างพิษจึงควรกินอัลมอนด์ ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด

20. กล้วย : ช่วยควบคุมระดับของเหลวในร่างกายโดยช่วยขับของเหลว หรือสารพิษส่วนเกินออกจากร่างกายโดยช่วยขับของเหลว หรือสารพิษส่วนเกินออกจากร่างกายได้ดีขึ้น การกินกล้วยเป็นประจำยังช่วยป้องกันท้องผูก ทำให้ระบบขับถ่ายเป็นปกติอีกด้วย

“มาช่วยกันทำให้คนป่วย..น้อยลง” ด้วยการแบ่งปันข้อมูลดีๆ ให้เพื่อนๆ ด้วยนะคะ

ด้วยความปราถนาดีจาก กาโน กาแฟผสมเห็ดหลินจือ

26 เม.ย. 2014 7 สมุนไพร ช่วยการทำงานของลำไส้หน้าร้อน

140426

ถ้าลำไส้เป็นสุข สุขภาพก็แข็งแรง นี่คือสัจธรรม เพราะภูมิคุ้มกันร่างกายส่วนสำคัญอยู่ที่ลำไส้ด้วยที่หนึ่ง ยกตัวอย่าง “ไส้ติ่ง” ที่มีต่อมน้ำเหลืองสร้างเกราะป้องกันเชื้อโรคให้เราได้อยู่มาก หากไปตัดออกโดยไม่จำเป็นก็จะทำให้ขาดของดีไป

นพ.กฤษดา ศิรามพุช ผอ.ศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ บอกว่า ในผู้ที่มีสุขภาพไม่ดีนั้นขอให้หันมามองที่ลำไส้ด้วยส่วนหนึ่ง บางทีมันอาจเป็นคำตอบที่ท่านหามานาน เช่น บางท่านมีอาการเจ็บป่วยง่ายอาจเกิดจากการไวต่ออาหารในลำไส้หรือพูดง่าย ๆ ว่าไส้รั่วเพราะแพ้อาหารบางชนิดที่กินมาตลอดชีวิต

ลำไส้และทางเดินอาหารจึงมีส่วนสำคัญที่ทำให้ท่านมีความสุขอยู่ไม่น้อย โดยมันคอยช่วยสุขภาพในด้านต่าง ๆ ต่อไปนี้ ช่วยสร้างภูมิคุ้มกัน ช่วยขับสารพิษ ช่วยดูดซับของดีจากอาหาร ช่วยสร้างเคมี หรือ ฮอร์โมนปรับสมดุลร่างกาย

ในหน้าร้อนมีผลต่อลำไส้เช่นกัน โดยส่วนหนึ่งมาจากอากาศเองด้วยที่ทำให้ลำไส้ทำงานผิดปกติไป เป็นต้นว่า ทำให้ลำไส้บีบตัวผิดปกติ มีการหลั่งน้ำย่อยไม่เป็นปกติ จนถึงกระตุ้นให้ลำไส้แปรปรวนกำเริบ

7 สมุนไพรที่ควรเปิบเพื่อช่วยการทำงานของลำไส้ มีดังนี้
————————–————————–————–
#โหระพา น้ำมันหอมกรุ่นกลิ่นที่อยู่ในโหระพาคือพระเอก ช่วยเจริญอาหาร ลดอาการโรคกระเพาะที่จุกเสียดแน่น ช่วยต้านมะเร็งจาก “เบต้าแคโรทีน” ที่มีอยู่สูง นอกจากนั้นน้ำมันโหระพายังมีฤทธิ์ต้านพยาธิลำไส้ตัวสำคัญอย่าง “ไกอาเดีย” ด้วย

#ใบแมงลัก อยู่ในแกงเลียงซดชื่นใจ จะใส่ขนมจีนน้ำยาก็อร่อยเด็ด ใบแมงลักช่วยคลายท้องอืดแน่นเฟ้อได้ราวกับร่ายมนตร์ สามารถรับประทานจากในแกงหรือรับประทานสดเป็นผักแกล้มก็ได้ ช่วยให้ท่านคลายรำคาญจากอาการท้องอืด นอกจากนั้นใบแมงลักยังช่วยแก้อาการท้องร่วงท้องเสียได้ด้วย

#หัวหอม มีของดีที่ช่วยลำไส้คือเส้นใยสุขภาพที่ชื่อ “อินนูลิน” ที่กินแล้วช่วยเสริมภูมิให้ลำไส้ ไล่พยาธิและอาการอักเสบต่าง ๆ ในช่องท้อง ช่วยในผู้ป่วยเบาหวานที่กระเพาะลำไส้ทำงานไม่ค่อยดี มีท้องอืดหรือแน่นท้องบ่อยให้สบายขึ้นได้

#กระเทียม มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อในลำไส้ได้จากสารกลุ่ม “ซัลเฟอร์” หรือกำมะถัน การรับประทานกระเทียมเหมือนกับการกินยาปฏิชีวนะธรรมชาติที่ไม่ทำร้ายลำไส้มากจนเกินไป นอกจากนั้นยังมีรายงานว่ากระเทียมช่วยรักษาโรคบิดได้

#กะเพรา อาหารประเภทไม่ต้องคิดมากอย่าง “ผัดกะเพรา” มีฤทธิ์ไม่ธรรมดา เพราะใบกะเพรามีชื่อเสียงในเรื่องดูแลลำไส้ ช่วยให้อาการปวดท้องคลายลง ช่วยย่อยอาหาร ที่สำคัญคือไล่มะเร็งได้ด้ว

#ตะไคร้ ช่วยกระตุ้นลำไส้ น้ำมันหอมในตะไคร้ช่วยขับน้ำดี ช่วยลดการอักเสบแก้อาการปวดเกร็งได้แบบที่แพทย์ไทยเรียกว่าแก้กษัยเส้น ท้องแข็งเป็นดาน นอกจากรับประทานเป็นอาหารแล้วตะไคร้ยังใช้ชงดื่มเป็นชาสมุนไพรหอมดื่มได้ด้วย

#ขิง เป็นสิ่งดี ๆ ที่ช่วยให้ผู้ที่มีอาการทางเดินอาหารที่มักคลื่นไส้อาเจียนเวียนหัวบ่อยดีขึ้นได้ แม้ขิงจะเป็นของร้อนแต่ในขิงมีน้ำมันพิเศษที่ช่วยต้านอักเสบและคลายลำไส้ ช่วยรักษาแผลกระเพาะที่ติดลำไส้ส่วนต้น ช่วยลดการอักเสบของตับ นอกจากนั้นขิงยังถือเป็นยาอายุวัฒนะ ถึงขนาดชาวจีนขนานนามว่า “โสมน้อย” ทีเดียว

ในกลุ่มของอาหารที่ว่ามาสามารถช่วยบรรเทาอาการได้ ให้สังเกตอาการโรคลำไส้ในหน้าร้อน 3 อาการหลักได้แก่ คลื่นไส้ ท้องเสียและมีไข้ เมื่อใดที่เริ่มมีอาการให้ดื่มน้ำให้มากและดูแลเรื่องอาหารให้ดี ถ้ามีอาการมากก็ไปพบแพทย์แต่ถ้าไม่มากก็ป้องกันไว้ก่อนด้วยสมุนไพรดังที่กล่าวไว้ค่ะ.

นวพรรษ บุญชาญ, เดลินิวส์ 29 มีนาคม 2557

ฺติดตามอ่านเพิ่มเติมได้ที่ Blog BeHealthy :http://www.oknation.net/blog/behealthyonline/2014/04/25/entry-2

————————–————————–—-
> ชอบกด Like & Share แบ่งปันสุขภาพที่ดี ความรู้ดีๆ ให้กับคนที่คุณรัก ฝากกด LIKE หน้าเพจ @Be Healthy เป็นกำลังใจให้ด้วยค่ะ ขอบคุณค่ะ

ด้วยความปราถนาดีจาก กาโน กาแฟผสมเห็ดหลินจือ

21 เม.ย. 2014 หนึ่งวันกิน 7 สี เพื่อสุขภาพดี

140421

สถาบันมะเร็งแห่งชาติสหรัฐอเมริกา ถึงกับแนะนำให้บริโภคผักและผลไม้ 5-9 หน่วยรับประทาน (serving) ต่อวัน โดยแบ่งเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ ผู้ชายให้รับประทาน 9 หน่วยต่อวัน ผู้หญิงให้รับประทาน 7 หน่วยต่อวัน และเด็กรับประทาน 5 หน่วยต่อวัน ซึ่งใน 1 หน่วยการรับประทานนั้น ประกอบด้วย ผักสด 1 ถ้วย ผักที่ผ่านการปรุงแล้วครึ่งถ้วย และผลไม้อีกครึ่งถ้วย แต่ในหนึ่ง
หน่วยของการบริโภคผักและผลไม้นั้น ยังมีเรื่องของสีสันเป็นองค์ประกอบหลักในการเลือกรับประทานให้เกิดประโยชน์สูงสุดอีกด้วย 

ผักผลไม้แต่ละชนิด นอกจากจะให้คุณประโยชน์แตกต่างกันแล้ว ยังมีสีสันที่ต่างกันไปอีกด้วย ซึ่งสีสันของผักผลไม้นั้นไม่ใช่แค่ส่วนประกอบช่วยเพิ่มความเชิญชวนในการรับประทานเท่านั้น แต่สีสันที่มีอยู่ในผักผลไม้ยังเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ที่ซึมผ่านเข้าไปในแต่ละอวัยวะภายในร่างกายเพื่อช่วยบำรุงทั้งสมอง สายตา หัวใจ และส่วนต่างๆ ของร่างกายอีกมากมาย เพราะฉะนั้นสีสันจึงเป็นเรื่องสำคัญ ในแต่ละวันเราจึงควรรับประทานผักผลไม้ให้ครบทั้ง 7 สี เพื่อสุขภาพที่ดีของร่างกายเราเอง ผัก ผลไม้ที่เราพบเห็นและบริโภคกันอย่างเอร็ดอร่อยนั้น มีสีสันที่แตกต่างหลากหลายกันไปตามแต่ละชนิด แต่บางคนอาจจะงงๆ และสงสัยว่าผัก ผลไม้สีไหนให้ประโยชน์อย่างไร และการรับประทานผักผลไม้ให้ครบทั้ง 7 สีในหนึ่งวันนั้นควรจะต้องรับประทานผักผลไม้และพืชพรรณใดเข้าไปบ้าง 

ข้อมูลข้างล่างนี้เป็นการแบ่งแยกสีสันของผักผลไม้ทั้ง 7 สี รวมถึงบอกสรรพคุณ ที่ให้คุณประโยชน์ต่อร่างกายในส่วนต่างๆ ไว้ดังนี้

* สีแดง ผักผลไม้ที่อยู่ในกลุ่มสีสันร้อนแรงสีนี้ ได้แก่ มะเขือเทศ ส้มโอสีชมพู แตงโม ซึ่งมีประโยชน์ช่วยบำรุงปอด โรคมะเร็งที่หัวใจและปอด ผักผลไม้สีแดงช่วยป้องกันได

* สีแดง – ม่วง ผักผลไม้ที่ให้สีสันนี้ ได้แก่ องุ่น ลูกพรุน แครนเบอร์รี่ แบล็กเบอร์รี่ สตรอว์เบอร์รี่ แอปเปิ้ลแดง สำหรับคนที่อยากได้ชื่อว่าเป็นคนฉลาดควรต้องรับประทานผัก ผลไม้ในกลุ่มนี้ เพราะผลไม้สีแดง-ม่วง จะเข้าไปช่วยบำรุงการทำงานของเซลล์สมอง ใครอยากเป็นอัจฉริยะก็ต้องรับประทานผักผลไม้สีนี้กันเยอะๆ

* สีส้ม ผักผลไม้ในสีสันที่ยั่วยวนชวนรับประทานนี้ ได้แก่ แครอต มะม่วง แอปริคอต แคนตาลูป ฟักทอง มันฝรั่งหวาน ผลไม้จำพวกแตง พิเศษสุดสำหรับสาวๆ ที่อยากเป็นสาวสุขภาพดีและมีผิวพรรณที่เปล่งปลั่งนวลเนียนแล้วล่ะก็ ผักผลไม้สีส้มสามารถช่วยได้ แถมยังช่วยบำรุงสายตาอีกด้ว

* สีส้ม-เหลือง ผักผลไม้ในประเภทนี้ ได้แก่ ส้ม ส้มเขียวหวาน พีช มะละกอ เนคทารีน ซึ่งมีคุณสมบัติในการช่วยบำรุงหัวใจ และกระเพาะอาหาร และสำหรับคนที่มีปัญหาเรื่องการขับถ่ายหรือท้องผูก สีส้ม-เหลืองก็พอช่วยได้ และในสีส้ม-เหลืองนี้ยังมีวิตามินซีจำนวนมาก ผักผลไม้สีส้ม-เหลืองยังบำรุงระบบเซลล์ในร่างกาย และมีความสารถในการฆ่าเซลล์มะเร็งในร่างกายของมนุษย์และสัตว์ได้อีกด้วย

* สีเหลือง-เขียว ผักผลไม้ประเภทนี้ ได้แก่ ผักขม อโวคาโด แตงโมฮันนีดิว กะหล่ำเขียว ผักกาดเทอร์นิพ ข้าวโพดเหลือง ถั่วลันเตา ผักผลไม้สีนี้มีประโยชน์ช่วยบำรุงตับของเราให้แข็งแรง และยังกระตุ้นระบบการฟอกของเสียต่างๆ ในร่างกายอีกด้วย ส่วนสาวๆ ที่กังวลเรื่องริ้วรอยเหี่ยวย่นบนใบหน้าสีเหลือง-เขียว ก็สามารถกำจัดริ้วรอยที่ไม่พึงประสงค์ออกไปได้

* สีเขียว ผักผลไม้ประเภทนี้ ได้แก่ บร็อกโคลี่ หัวกะหล่ำปลี กะหล่ำปลี กะหล่ำปลีจีน ผักกวางตุ้ง ผักคะน้า ผักบุ้ง แน่นอนว่าที่เราเคยได้ยินผู้ใหญ่พูดกันเสมอๆ ว่ากินผักบุ้งจะทำให้ตาหวาน เพราะว่าพืชผักผลไม้สีเขียวนี้จะมีวิตามินเอเยอะ ซึ่งจะเป็นตัวช่วยในการบำรุงสายตาของเราให้มีสุขภาพดี

* สีขาว-เขียว ผักผลไม้ในประเภทสุดท้ายนี้ ได้แก่ กระเทียม ใบกระเทียม หัวหอม ขึ้นฉ่าย ลูกแพร์ ใบเอนไดฟ์ ประโยชน์ของผักผลไม้สีนี้ก็คือ ช่วยในการทำงานของระบบหมุนเวียนต่างๆ ภายในร่างกาย โดยเฉพาะหัวใจ ใครไม่อยากเป็นโรคหัวใจก็ต้องบริโภคผักผลไม้สีขาว-เขียวกันเยอะๆ 

ได้รู้กันแล้วว่าผักผลไม้ทั้ง 7 สี แบ่งเป็นสีสันประเภทไหนกันบ้าง ตอนนี้ก็เหลือแค่ว่าเราจะเลือกรับประทานยังไงบ้างให้เหมาะกับเรานะคะ 

ขอบพระคุณที่มาจาก นสพ.ข่าวสด
ภาพจาก pinterest
————————–————————–
 ชอบ กด ” Like & Share” แบ่งปันสุขภาพดีๆ ให้กับคนที่คุณรัก เป็นกำลังใจให้ แอดมินด้วยนะคะ ขอบคุณค่ะ Be Healthy
————————–————————–

ด้วยความปราถนาดีจาก กาโน กาแฟผสมเห็ดหลินจือ

02 เม.ย. 2014 สมุนไพรที่ลำไส้ขาดไม่ได้!

140402-1

มีอาการปวดท้อง แน่นท้องกันอยู่บ่อยๆ หรือเปล่า ถ้าใช่เรามาบำบัดอาการหรือป้องกันด้วยการรับประทานสมุนไพร เหล่านี้ จะได้สบายท้อง สบายลำไส้ ดีต่อสุขภาพ ของเราชัวร์

1. ใบแมงลัก
น้ำมันหอมระเหยจากใบแมงลักเป็นยาช่วยย่อย ลำไส้ใครไม่ค่อยทำงานจนท้องอืด ท้องเฟ้อเป็นประจำ ลองชิมใบแมงลักสักสี่ห้าใบแล้วจะติดใจ นอกจากนั้นยังช่วยขับลมในลำไส้ อาหารไม่ย่อย อาการอึดอัด แน่นไม่สบายท้อง ให้นำต้นและใบแมงลักต้มน้ำดื่ม

2. พริกสด
ความเผ็ดซู่ซ่าของพริกคืออยากกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งน้ำลายออกมา จากนั้นเอนไซม์ของน้ำลายจะช่วยย่อยแป้งให้อ่อนตัวลง กระเพราะกับลำไส้จะได้ไม่ต้องทำงานโหลดจนเกินไป

3. หอมแดง
แค่กินหอมแดงอย่างเดียว ลำไส้คุณก็ยิ้มแล้ว เพราะเท่ากับซื้อหนึ่งได้ถึง สี่ ได้แก่สารฟลาโวนอยส์ ไกลโคไซต์ เพคติน และกลูโคคินิน 4 สารบำรุงลำไส้และช่วยย่อยและทำให้เจริญอาหาร คุ้มกว่านี้มีอีกไหม

4. ใบกะเพรา
แม้ว่าผัดกะเพราะจะเป็นเมนูสิ้นคิด แต่คุณประโยชน์ของกะเพราะยังมากล้นอยู่ สรรพคุณในการขับน้ำดีในกระเพราะอาหารมาช่วยย่อยอาหารที่เรากินเข้าไป และยังช่วยย่อยไขมัน ลดอาการจุกเสียด

5. ตะไคร้
ให้เคี้ยวกิน แต่กินยากเกินไปหน่อย แต่ถ้าทำเป็นชาตะไคร้ หรือซอยบางๆกินกับยำ คงไม่ลำบากมากเกินไปสำหรับคนรักสุขภาพ สรรพคุณของตะไคร้เริ่ดไม่แพ้ใบกระเพรา คือช่วยขับน้ำดีออกมาย่อยอาหารเหมือนกัน รวมถึงแก้อาการปวดกระเพาะ และช่วยขับปัสสาวะ

6. กระเทียม
สำหรับคนที่มีอาการอาหารไม่ย่อย ให้เอากระเทียมมา 5 กลีบแล้วสับละเอียด กินทันทีหลังอาหาร กระเทียมจะช่วยกระตุ้นให้กระเพาะอาหารจอมขี้เกียจของคุณยอมย่อยอาหารมื้อนั้นแต่โดยดี ถ้ากินทุกวันไม่นานอาการอาหารไม่ย่อยก็จะหายไปเอง แถมยังช่วยขับลม แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อด้วย

¸¸¸.•*´¯`❀¸¸¸.•*❀ —¸¸¸.•*´¯`❀¸¸¸.•*❀ —
ชอบ กด ” Like & Share” เพจ Be Healthy
แบ่งปันสุขภาพดีๆ ให้กับคนที่คุณรัก ขอบคุณค่ะ

สุขภาพดี รูปร่าง+ผิวพรรณดี ขับถ่ายคล่อง คลิ๊กwww.thaihealthcarecenter.com/sampling
¸¸¸.•*´¯`❀¸¸¸.•*❀ —¸¸¸.•*´¯`❀¸¸¸.•*❀ —

ขอบคุณข้อมูลจาก สสส.
ขอบคุณภาพจาก sanook.com

ด้วยความปราถนาดีจาก กาโน กาแฟผสมเห็ดหลินจือ