01 ส.ค. 2016 ความลับของลมหายใจ

160801

 

หนึ่งในปัจจัยสำคัญ ที่ทำให้ผู้นั่งสมาธิ อย่างสม่ำเสมอมีใบหน้าอ่อนกว่าวัย ก็เพราะพวกเขาได้มีโอกาสฝึกการหายใจ ให้เต็ม แน่น ลึก อย่างละเอียดอ่อนได้บ่อยๆ ครั้งนั่นเอง ซึ่งนอกจากจะช่วยเพิ่มความสงบสุขในใจ และลดสารความเครียดในร่างกายเรา ที่เรียกว่า “ฮอร์โมนคอร์ทิซอล” (Cortisol) ซึ่งถ้ามีมากไปจึงเป็นสาเหตุหลักของการทำให้เซลล์ทั่วร่างกายเกิดอาการเหนื่อย ล้าแห้ง เหี่ยว และแก่ชราก่อนวัยอันควร

เทคนิคการหายใจที่ดีคือ การหายใจอย่างเต็ม แน่น ลึก อย่าง “ละเอียดอ่อน” ซึ่งเป็นลักษณะการหายใจให้เข้าและออกอย่าง…ช้า ลึกและเบา โดยสูดลมหายใจเข้าทางรูจมูกทั้งสองข้างเท่ากัน จนทั่วปอด สุดลึกลงไปถึงท้องน้อย ให้หน้าท้องและท้องน้อยสุดค่อยๆ พองออก (เมื่อนั้นอากาศก็จะเต็มปอดไปในตัวด้วย) จนไม่สามารถพองต่อไปได้อีก แล้วจึงค่อยๆ ปล่อยลมหายใจออกอย่างช้าๆ…ยาวๆ…สบายๆ…อย่างไม่ต้องเกร็ง จนออกหมดทั่วท้องและปอดจนเฮือกสุดท้าย ทำเท่านี้เพียง 4-5 ครั้ง ก็จะ รู้สึกได้เองว่าทั่วร่างกายเราเริ่มเบา ผ่อนคลาย สบายๆ อารมณ์ก็เริ่มเย็น ความคิดเริ่มโล่ง และสมองก็ เริ่มปลอดโปร่งขึ้นแล้ว

การหายใจอย่างเต็มปอดเต็มท้องทั้งท้อง ยังช่วยฟอกเลือด ที่นำพาออกซิเจน ไปหล่อเลี้ยงส่วนต่างๆ ของใบหน้าได้อย่างทั่วถึง และสม่ำเสมอ ทำให้เซลล์ทั่วสมองงอกงามดี จึงทำให้ใบหน้า ดูมีน้ำมีนวล เต่งตึง สดใส อ่อนกว่าวัย

และสุดท้ายเลือดเหล่านั้น ก็ยังช่วยขับสารพิษตกค้างต่างๆ (detox) ออกจากอวัยวะ ทุกส่วนของร่างกาย และบนใบหน้าโดยผ่านออกทางปากได้อย่างทั่วถึงอีกด้วย จะสังเกตได้ว่า เวลาที่เราโกรธ เกลียด กลัว ตกใจ เครียด หงุดหงิด วิตก กังวล หรือเกิดความทุกข์ใจ ลมหาย ใจของเราจะสั้น ตื้น และแผ่วเมื่อยามสิ้นหวัง

แต่เวลาที่เรามีความ สงบ สบาย สุขุม สุข เกิดความมั่นใจในตัวเอง เกิดพลังชีวิต ลมหายใจของเรา จะเต็ม แน่น ลึกอย่างละเอียดอ่อน แล้วช่วงหายใจออกก็ออกได้ยาว ช้า และโล่งออกหมด

ทั้งนี้สิ่งที่หลายคนไม่รู้ก็คือ หากเราตั้งใจหายใจให้เต็มๆ แน่นๆ และลึกๆ สัก 4-5 ครั้ง สมองของเราจะถูกปรับไปเป็นว่า เรากำลังรู้สึกสบาย สุขุม มีความสุข และมีพลังชีวิตอยู่ในตัว กระบวนการนี้ตรวจหรือทดสอบกันได้ ที่เรียกว่า การทำ “Biofeedback” (การป้อนกลับทางชีวภาพ) โดยใช้เครื่องมือที่เรียกว่า การตรวจคลื่นสมอง

ถามว่าต้องทำและต้องฝึกบ่อยแค่ไหน คำตอบคือ “รู้ตัวเมื่อไหร่ ก็ทำเมื่อนั้น” หรือทำทุกครั้ง ที่รู้สึกว่าจิตเริ่มตก คือ เริ่มเกิดอาการเครียดที่มาจากความคิดวิตก กังวล กลัว โกรธ เกลียด เหนื่อย ที่เกิดจากภาวะกดดัน เบื่อ เซ็ง ซึม ท้อแท้ ทุกข์ใจต่างๆ

ชีวิตของคนเรา แท้จริงอยู่ได้ด้วยลมหายใจ ที่เชื่อมต่อกันระหว่างเท้าขึ้นมาตรงกระดูกไขสันหลัง ผ่านทางท้องน้อยขึ้นมาท้องบน ทั่วปอดหัวใจ ลำคอ จนขึ้นไปถึงทั่วสมอง เพราะฉะนั้น การรู้จักหายใจที่หนักแน่นละเอียดอ่อน และที่ดีต่อสุขภาพชีวิตคนเราที่เรียกว่า “พลังปราณ” นี้ จึงเป็นเครื่องมือในการสร้างจิตใจให้สงบสุขได้ สร้างชีวิตที่ประสบความสุขอย่างสำเร็จได้ รวมทั้งการเสริมสร้างสุขภาพชีวิตให้ดี และอย่างย้่งยืนที่ง่ายที่สุด

สิ่งมหัศจรรย์อันล้ำค่า อยู่ตรงปลายจมูกของเรานี่เอง

- ดร.วัลลภ ปิยะมโนธรรม -

#clubคนรักสุขภาพ

 

ด้วยความปราถนาดีจาก กาโน กาแฟผสมเห็ดหลินจือ

28 ก.ค. 2016 ปวดขามีสาเหตุมากกว่าที่คิด

160727

 

ปวดขามีสาเหตุมากกว่าที่คิด

เชื่อไหมว่าหากนำ “เส้นเลือดแดง” ในตัวคนมาต่อกัน จะได้ความยาวมากกว่าระยะทางรอบโลกเสียอีก…

ตลอดความยาวอันน่าทึ่ง ภายในผนังเส้นเลือดแดงคือกล้ามเนื้อเล็กๆ ที่ไม่เคยหยุดส่งเลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ ตราบใดที่เส้นเลือดแดงยังทำงานเป็นปกติ เจ้าของร่างกายก็จะยังไม่รู้สึกผิดแปลกอะไร ต้องให้เกิดปัญหาการตีบตันขึ้นภายในหลอดเลือดเสียก่อน เราจึงจะรู้สึกถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับอวัยวะที่ไม่ได้รับเลือดไปเลี้ยง “เส้นเลือดแดงที่ขา” เป็นอีกจุดที่เกิดการตีบตันได้บ่อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคนที่เป็นโรคหัวใจ เบาหวาน มีความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง หรือเคยสูบบุรี่จัด รวมทั้งคนอ้วน จะยิ่งมีโอกาสเป็นโรคหลอดเลือดแดงที่ขาตีบตันได้ง่าย

แค่ปวดขา หรือเป็นโรคหลอดเลือด

อาการที่เริ่มบอกว่าเส้นเลือดแดงอาจมีการอุดตัน ได้แก่ อาการปวดน่อง ปวดเท้า หรือปวดขา หลังจากเดินหรือออกกำลังกาย และจะดีขึ้นเมื่อได้พัก อาการเช่นนี้เรียกว่า Claudication ซึ่งเป็นการปวดเพราะกล้ามเนื้อขาดเลือด แต่เนื่องจากเป็นอาการปวดที่เมื่อได้พักแล้วหาย จึงทำให้คนไข้คิดว่าตัวเองไม่ได้เป็นอะไรมาก และมักแก้ไขด้วยการหายามาถูนวด ยิ่งถ้าหากไปหาหมอ แล้วคุณหมอไม่ได้ตรวจอย่างละเอียดหรือไม่ได้คลำชีพจรที่เท้า ก็อาจไม่ทราบว่าโรคที่เกิดคือ “โรคหลอดเลือดแดงส่วนปลาย” (Peripheral artery disease: PAD) แต่อาจวินิจฉัยว่าเป็นโรคข้อ หรือโรคปวดเมื่อยตามประสาคนแก่ก็เป็นได้

อาการปวดขาจากโรคหลอดเลือดแดงส่วนปลายนี้ หากปล่อยทิ้งไว้จนเส้นเลือดตีบตันมากขึ้นอาจทำให้เท้าชา เย็น ยิ่งถ้าผู้ป่วยเป็นโรคเบาหวานอยู่แล้ว ก็อาจเกิดแผลที่รักษาไม่หาย ถ้าเป็นมากๆ อาจถึงขั้นมีลิ่มเลือดมาอุดตันจนทำให้เกิดอาการขาดเลือดมาเลี้ยงฉับพลัน หากแก้ไขไม่ทันจะทำให้กล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อที่เท้าข้างนั้นตาย จนนำเป็นต้องตัดเนื้อเยื่อ ตัดนิ้ว หรือตัดเท้าตัดขาทีเดียว เนื่องจากถ้าทิ้งไว้พิษจากเนื้อตายจะซึมเข้ากระแสเลือด ลามไปทั่วร่างกายได้

หลอดเลือดอุดตันป้องกันได้

การป้องกันอาการหลอดเลือดแดงอุดตันลุกลามเริ่มต้นด้วยการตรวจร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากคุณมีอาการที่น่าสงสัย เช่น ปวดเท้า หรือปวดน่องจากการเดินมากๆ หรือมีความเสี่ยงจากอาการ 4-5 อย่างที่ได้กล่าวมาแล้ว ก็ควรเข้ารับการตรวจด้วยเครื่องมือวัดความแข็งตัวของหลอดเลือดแดงที่เรียกว่า ABI

การตรวจพบแต่เนิ่นๆ จะทำให้คุณสามารถดูแลตัวเองอย่างถูกต้องเพื่อป้องกันไม่ได้เป็นหนักขึ้น ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว การดูแลตัวเองไม่ได้ยุ่งยากอะไร เบื้องต้นก็คือการออกกำลังกายกล้ามเนื้อขาเป็นประจำ เช่น เดินเร็วๆ หรือวิ่งเหยาะๆ อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 วัน วันละ 30 นาที ส่วนผู้มีน้ำหนักเกินควรลดน้ำหนัก ควบคุมอาหาร รวมทั้งดูแลโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดัน หรือไขมันสูง ควบคู่กันไปด้วย เพียงเท่านี้ก็พอจะช่วยป้องกันไม่ให้อาการเส้นเลือดตีบรุนแรงขึ้นได้

ที่สำคัญ อย่าลืมว่า หากคุณมีอาการชวนสงสัยว่าจะเกิดจากหลอดเลือดขอดหรือตีบ ต้องปรึกษาแพทย์

ขอขอบคุณข้อมูลจาก ศูนย์หลอดเลือด รพ.หัวใจกรุงเทพ

#clubคนรักสุขภาพ

ด้วยความปราถนาดีจาก กาโน กาแฟผสมเห็ดหลินจือ

26 ก.ค. 2016 7 ข้อ เพื่อชีวิตที่สบายใจ

160726

 

1. ไม่ต้องคาดหวังว่าทุกคนจะเข้าใจเรา:
นั่นเป็นอุดมคติ ชีวิตนี้มีคนเข้าใจจริงๆ เท่านับนิ้วมือก็นับว่ามากแล้ว ที่เหลือก็ต้องปล่อยไป ใช้เวลาทำในสิ่งที่เชื่ออย่างมุ่งมั่นดีกว่า บางคนจะเข้าใจเรามากขึ้นเมื่อเวลาผ่าน ส่วนคนที่ไม่เข้าใจก็แค่ยักไหล่แล้วบอกตัวเองว่า-ไม่เห็นเป็นไร

2. บางเรื่องไม่ต้องอธิบายให้คนอื่นฟังก็ได้:
เสียเวลาอธิบาย เอาเวลามาลงมือทำแล้วให้ผลลัพธ์พิสูจน์ตัวเอง ผลลัพธ์จะอธิบายทุกสิ่ง

3. อดทนไว้ บางสิ่งต้องใช้เวลา:
คนใจร้อนมักเลิกล้มไปเสียแต่เนิ่นๆ คนที่มีความอดทนแม้จะเหนื่อยแต่ก็รู้ว่า กว่าต้นไม้จะออกดอกนั้นต้องผ่านแดดฝนช่วงเวลาหนึ่ง ดอกไม้งามมิได้ผุดขึ้นในเวลาอันสั้น

4. เรื่องที่ยังไม่เก่ง ทำได้ไม่ดีตอนนี้ รออีกนิดย่อมดีขึ้นได้ ถ้าตั้งใจและทุ่มเท:
สิ่งที่เห็นและเป็นอยู่ตอนนี้ยังเป็นเพียง ‘ระหว่างทาง’ เท่านั้น ทุกคนเก่งก็เคยผ่าน ‘ระหว่างทาง’ ที่ล้มลุกคลุกคลานด้วยกันทั้งสิ้น ตั้งใจ เต็มที่ กัดไม่ปล่อย พรุ่งนี้จะดีขึ้นเรื่อยๆ

5. ความสำเร็จของคนอื่นก็ของคนอื่น ของเราก็ของเรา ก้าวไปบนทางของตัวเองโดยไม่ต้องเปรียบเทียบ:
มียอดเขาของตัวเอง ไม่ต้องปีนแข่งกับใคร ความงามของยอดเขามิได้ขึ้นอยู่กับความสูง แต่ขึ้นอยู่กับว่ามันเป็นยอดเขาที่เราอยากปีนหรือเปล่า อย่าได้สับสนกับการนำเป้าหมายตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่น ความสวยงามและคุณค่าที่เราให้กับชีวิตแตกต่างกัน

6. ชื่นชมเวลาเห็นคนอื่นมีความสุข แล้วเราจะรู้จักชื่นชมตัวเองด้วย:
เมื่อชื่นชมคนอื่นเป็น เราย่อมมีความพอใจในตนเองด้วย คนที่ปรบมือให้คนอื่นได้ย่อมมีความสมบูรณ์ในตัวเอง คนที่คิดแต่จะเอาชนะคะคานนั้นสะท้อนว่าเราเองอาจจะยังพร่องในเรื่องนั้น นอกจากไม่พอใจที่คนอื่นสำเร็จ ยังไม่พอใจที่ตัวเองไม่สำเร็จด้วย

7. พาตัวเองไปอยู่ในแวดล้อมของคนที่ปรารถนาดี:
ไม่ต้องเป็นคนที่อวยกันหรือชื่นชมกันตลอด ผู้ปรารถนาดีคือผู้ที่ตำหนิกันด้วยความจริงใจและเจตนาดี นำไปสู่การพัฒนา เราจะได้รับคำแนะนำในการพัฒนาตัวเองพร้อมกับการทะนุถนอมหัวใจ ไม่ให้แหลกราญไปด้วยถ้อยคำที่สร้างบาดแผลให้จิตใจจนหมดเรี่ยวแรง

แต่ก็นั่นแหละ…ไม่ต้องคาดหวังว่าทุกคนจะเข้าใจเรา แต่ถ้าคุณมีคนเข้าใจจริงๆ แม้เพียงหนึ่งคน ก็นับว่าคุณโชคดีแล้วค่ะ

 

ด้วยความปราถนาดีจาก กาโน กาแฟผสมเห็ดหลินจือ

______________________________
ขอบคุณที่มา Roundfinger
ภาพ Workpoint

16 มิ.ย. 2015 กินถั่ววันละครึ่งกำมือ ช่วยให้อายุยืนได้!

150616

นอกจากผิวพรรณที่ดูอ่อนเยาว์แล้ว สิ่งหนึ่งที่เราต้องการก็คือการมี อายุยืน เพื่อจะอยู่กับคนที่เรารักไปนานๆ นี่ล่ะค่ะ จึงมีการทานอาหารเสริม หรือหาเทคนิคสารพัดที่จะช่วยยืดเวลาให้เราอายุยืนต่อไปได้อีก ซึ่งวิธีที่ง่ายมากๆ วิธีหนึ่งนั่นก็คือการ กินถั่ววันละครึ่งกำมือนี่เองค่ะ ฟังดูง่ายมากขนาดนี้ ได้ผลจริงๆ เหรอเนี่ย เรามาดูคำตอบจากผู้เชี่ยวชาญกันค่ะ

เคล็ดลับอายุยืนนี้ อ้างอิงจากผลวิจัยของประเทศเนเธอแลนด์ ซึ่งได้พิสูจน์แล้วว่า การกินถั่ววันละ 10 กรัม จะช่วยลดความเสี่ยงเสียชีวิตจากโรคที่เกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจและระบบหัวใจและหลอดเลือด โรคที่เกิดจากความผิดปกติของระบบประสาท โรคเบาหวาน และโรคมะเร็งบางชนิดได้ ซึ่งมีส่วนช่วยให้อายุยืนค่

โดยนักวิจัยจากมหาวิทยาลัย University of Maastricht ได้ศึกษาผู้หญิงและผู้ชายอายุระหว่าง 55-69 ปีจำนวน 100,000 โดยให้พวกเขาทำแบบสอบถามเกี่ยวกับสุขภาพและการใช้ชีวิต เมื่อเวลาผ่านไป 10 ปี ก็ติดตามผลอีกครั้งและพบว่า คนที่กินถั่วเป็นประจำนั้นมีโอกาสเสียชีวิตลดลง 23% เมื่อเทียบกับคนที่ไม่กินค่

หัวหน้าคณะวิจัย Piet Van เปิดเผยกับสำนักข่าว BBC ว่า เมื่อเทียบกับผลลัพธ์ที่มีต่อโรคต่างๆ แล้ว มันมากกว่า 23% ด้วยซ้ำไปค่ะ โดยจะช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคต่างๆ ดังนี้

- โรคที่เกิดจากความผิดปกติของระบบประสาท มีความเสี่ยงลดลง 45%

- โรคที่เกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ มีความเสี่ยงลดลง 39%

- โรคเบาหวาน มีความเสี่ยงลดลง 30%

ทั้งนี้ก็เป็นเพราะว่าถั่วมีกรดไขมันไม่อิ่มตัว ทั้งแบบ monounsaturated และ polyunsaturated ประกอบกับเส้นใยอาหาร สารต้านอนุมูลอิสระ และวิตามินหลากชนิด ที่สามารถช่วยป้องกันโรคได้นั่นเองค่ะ

แต่อย่างไรก็ตาม เพื่อประโยชน์สูงสุด เราก็ควรรับประทานอาหารแต่ละวันให้ครบ 5 หมู่ ในสัดส่วนที่พอเหมาะ แนะนำให้ทานเฉพาะถั่วที่สดใหม่ ไม่เก่าเก็บ ซึ่งอาจก่อโรคมะเร็งแทน และทานถั่วที่ไม่เค็มเกินไปไม่ผ่านกรรมวิธีมากเกินไปนะคะ เอาแบบธรรมชาติ ซื้อถั่วสดใหม่มาคั่วหรืออบเองนี่ล่ะ ดีที่สุด เพื่อจะได้ไม่ต้องเสี่ยงกับเชื้อราในถั่ว และยังได้ประโยชน์เต็มๆ แบบปราศจากสารเคมี เพื่อจะได้อายุยืนแบบสุขภาพดีไปอีกนานนะคะ 

ขอบคุณข้อมูลจาก news.discovery.com

ด้วยความปราถนาดีจาก กาโน กาแฟผสมเห็ดหลินจือ

11 มิ.ย. 2015 เลี่ยงเกลือเมื่อไดเอต

150611

 

เกลือนั้นนับเป็นสิ่งที่สาวๆ ควรทานให้น้อยที่สุดในช่วงไดเอ็ต เนื่องจากอาหารเค็มมีโซเดียมอยู่เป็นจำนวนมาก หากร่างกายได้รับเกลือมากจนเกินไปก็จะเกิดอาการเก็บน้ำ หรือกักเก็บของเหลวในร่างกายเอาไว้ เพื่อที่จะพยายามขับเกลือออก แต่กว่าจะขับได้ คุณก็จะรู้สึกอึดอัด น้ำหนักขึ้น ตัวบวม หรือเซลลูไลท์ แถมไตยังต้องทำงานหนักเพื่อที่จะขับเอาโซเดียมออกอีกด้วย

ซึ่งถ้าอาหารเค็มๆ นั้นมาให้เห็นๆ เป็นขวดเกลือ เราคงหลีกเลี่ยงกันได้ง่าย แต่ถ้าแฝงมากับอาหารที่ปรุงสำเร็จแล้วก็คงยากหน่อย พึงระวังของขบเคี้ยวเค็มๆ มันๆ เช่น มันฝรั่งอบกรอบ ถั่วอบเกลือ หรืออาหารประเภทแซบๆ เช่น ส้มตำ มะม่วงจิ้มน้ำปลาหวานหรือกะปิหวาน ของอร่อยๆ พวกนี้กินแล้วส่งเสริมอาการบวมน้ำได้ดีนักแล รวมถึงการหมั่นสังเกตฉลากข้อมูลโภชนาการของผลิตภัณฑ์ให้เป็นนิสัยด้วยค่ะ

วิธีลดอาการบวมน้ำง่ายๆ อีกอย่างคือ การดื่มน้ำมากๆ ซึ่งหลายคนเข้าใจผิด คิดว่ายิ่งดื่มยิ่งบวม ตรงกันข้ามคุณควรดื่มน้ำให้ได้อย่างน้อยวันละ 8-10 แก้ว เพราะน้ำจะช่วยขจัดของเสีย รวมไปถึงโซเดียมที่ตกค้างอยู่ในร่างกายคุณด้วยนั่นเองค่ะ 

 

ด้วยความปราถนาดีจาก กาโน กาแฟผสมเห็ดหลินจือ