Archive for the Category ◊ หลินจือกับการแพทย์บูรณาการ ◊

31 มี.ค. 2014 ผิวขาว ผิวสวย ด้วยผลิตภัณฑ์ไวท์เทนนิ่ง

gano-140331-bea1

 

gano-140331-bea2

ด้วยความปราถนาดีจาก กาโน กาแฟเห็ดหลินจือ

ganothailand.net

14 ส.ค. 2013 ประโยชน์ของกาแฟ

Med_1306

กาแฟ

คำนี้มีความหมายสำหรับหลายๆชีวิต ที่อาจจะขาดไม่ได้ เป็นเครื่องดื่มคู่กายไปตลอดชีวิต นับวันกาแฟจะเป็นที่นิยมของคนทั้งโลก กาแฟเป็นเครื่องดื่มยอดนิยมที่ไม่มีใครปฏิเสธได้

ตำนานกาแฟมีมาอย่างยาวนาน นับจากอดีตถึงปัจจุบัน ตำนานแห่งการดื่มกาแฟก็ได้เปลี่ยนไปตามยุคสมัยนิยมและนับวันกาแฟจะเข้ามามีบทบาทต่อชีวิตของมนุษย์มากขึ้นเรื่อยๆ กาแฟได้กลายเป็นอาหารว่างแทนการรับประทานอาหารในแต่ละมื้อ

ในบางรายที่ชอบดื่มกาแฟเป็นชีวิตจิตใจ อาจจะดื่มกาแฟทุกๆ 2 ชั่วโมง ซึ่งถือเป็นอาหารประเภทหนึ่งของเขาไป ขาดไม่ได้ บางรายอดข้าวหลายๆมื้อได้ แต่ขาดกาแฟเพียงมื้อเดียวไม่ได้ บางคนใช้กาแฟช่วยคลายง่วงหรือฟื้นความเฉื่อยชาของร่างกายและสมองให้ทำงานได้อย่างกระฉับกระเฉง

กาแฟเป็นเสมือนสมุนไพรที่ให้ประโยชน์สูงต่อมนุษย์ แต่ก็อย่างว่ากาแฟอาจไม่เหมาะกับผู้ที่มีโรคประจำตัวบางชนิด จึงควรหลีกเลี่ยงหรือดื่มให้ปริมาณน้อยลง

ประโยชน์จากการดื่มกาแฟทั่วๆไป มีดังนี้

1.ลดอัตราการเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจในผู้หญิง 25%   งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยของสเปนพบว่า ผู้หญิงที่ดื่มกาแฟ 2-3 แก้วต่อวัน มีอัตราเสี่ยงการเกิดโรคหัวใจน้อยกว่าคนที่ไม่ได้ดื่มและผู้ชาย 25%

2.ลดอัตราการเสี่ยงของการเป็นเบาหวาน 60%   กาแฟมีสารต้านอนุมูลอิสระ และทำให้ความอยากอาหารลดลง ช่วยลดน้ำหนัก

3.ลดอัตราการเกิดภาวะความจำเสื่อม 65%   จากการวิจัยพบว่ากาแฟมีส่วนช่วยในการชะลอภาวะความจำเสื่อมโดยไปหยุดยั้งหรือต้านการจับตัวของคอเรสเตอรอล (Cholesterol) ที่เป็นผลเสียต่อร่างกาย

4.ลดอัตราเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งในลำไส้ใหญ่ 50%   จากการศึกษาถึง 12 ปี กับผู้หญิงในญี่ปุ่นพบว่า คนที่ดื่มกาแฟ 3 แก้วหรือมากกว่าต่อวัน มีแนวโน้มในการลดอัตราเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งในลำไส้ใหญ่

5.ลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก   จากการศึกษากับผู้ชายจำนวน 50,000 คนเป็นเวลา 20 ปี พบว่าคนที่ดื่มกาแฟ 6 แก้วต่อวัน จะมีอัตราเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งต่อมลูกหมากน้อยกว่าคนที่ไม่ได้ดื่ม

6.ลดความเสี่ยงของการเป็นอัลไซเมอร์ (Alzheimer) 65%   จากการศึกษากับคนวัยกลางคนในประเทศฟินแลนด์ จำนวน 1,400 คนพบว่าคนที่ดื่มกาแฟ 5 ถ้วยต่อวัน สามารถลดอัตราเสี่ยงของการเป็นอัลไซเมอร์ 65 %

7.ลดความเสี่ยงของการเป็นตับแข็ง 80%   จากการศึกษากับผู้ดื่มกาแฟจำนวน 125,000 คน พบว่าการดื่มกาแฟ 1 แก้วต่อวัน ทำให้ความเสี่ยงต่อการเป็นตับแข็งลดลง 20% ถ้าดื่ม 4 แก้วต่อวันจะลดอัตราเสี่ยงได้ 80%

8.ลดความเสี่ยงของการเป็นนิ่วในถุงน้ำดี 50% ผู้ชายที่ดื่มกาแฟอย่างน้อย 2 แก้วต่อวันมีแนวโน้มในการลดอัตราเสี่ยงของการเป็นนิ่วในถุงน้ำดี 40%, 25% สำหรับผู้หญิงที่ดื่มกาแฟในปริมาณที่เท่ากันและ 45% สำหรับคนที่ดื่มมากกว่า 4 แก้วต่อวัน

9.ลดความเสี่ยงของการเกิดการอุดตันในเส้นเลือดในผู้หญิง 43% จากการศึกษากับนางพยาบาลจำนวน 83,000 คนที่ไม่เคยสูบบุหรี่และดื่มกาแฟ 4 แก้วต่อวัน สามารถลดความเสี่ยงของการเกิดการอุดตันในเส้นเลือด 43%

10.ลดความเสี่ยงของการเกิดอาการสั่นของอวัยวะจากระบบประสาท

11.ลดอัตราเสี่ยงในการฆ่าตัวตายของผู้หญิง 60% จากการศึกษาเป็นเวลา 10 ปีกับผู้หญิงจำนวน 86,000 คนพบว่าผู้หญิงที่ดื่มกาแฟ 2 แก้วต่อวัน สามารถลดอัตราเสี่ยงในการฆ่าตัวตายลง 60%

12.การแฟมีสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยต้านสารพิษที่เกิดจากภายในและภายนอกร่างกาย

13.กาแฟช่วยให้เรารู้สึกไม่ง่วงและตื่นตัว

14.กาแฟช่วยลดความรู้สึกหนาวได้เนื่องจากคาเฟอีน (caffeine)

15.ลดการเกิดโรคหืด-หอบ เนื่องจากยาแก้หอบ theophyline เป็นยากลุ่มเดียวกับคาเฟอีน

16.ลดอาการปวดหัว บ่อยครั้งที่คาเฟอีน ถูกใช้เป็นยาแก้ปวดหัวจากไมเกรน (migraine)

17.บรรเทาอาการปวด การดื่มกาแฟ 2 แก้วอาจช่วยลดอาการปวดกล้ามเนื้อหลังจากการออกกำลังกายได้ประมาณ 58% ยาแก้ปวดหลายประเภทมีการผสมคาเฟอีน 65 mg เช่น aspirin, ibuprofen, acetaminophen และคาเฟอีน สามารถช่วยบรรเทาอาการปวดได้ 40%

18.ช่วยทำให้อารมณ์แจ่มใสขึ้ คาเฟอีน ที่ดื่มเข้าไปจะช่วยคลายความเครียดและทำให้อารมณ์แจ่มใสขึ้น

19.ช่วยให้ความสามารถทางการกีฬาสูงขึ้น เพราะคาเฟอีน มีฤทธิ์ช่วยเพิ่มความทนทานและประสิทธิภาพของกล้ามเนื้อ

20.ป้องกันฟันผุ สารประกอบที่มีชื่อว่า Trigonelline ซึ่งเป็นสารที่ทำให้กาแฟมีกลิ่นหอมและรสขม มีประสิทธิภาพช่วยป้องกันแบคทีเรียและการก่อตัวของแบคทีเรีย โดยเหตุผลนี้กาแฟจึงช่วยป้องกันฟันผุได้ ถึงแม้กาแฟจะมีสารที่มีประโยชน์มากมายแต่สารประกอบบางอย่างที่อยู่ในกาแฟอาจส่งผลกับแต่ละคนต่างกัน ดังนั้นถ้าเกิดเรามีปัญหาท้องเสียกับการดื่มกาแฟ หรืออาการอื่นๆ ก็สามารถดื่มชาแทน

การดื่มกาแฟให้ได้ประโยชน์อย่างสูงสุดควรดื่มกาแฟผสมเห็ดหลินจือ เพราะการดื่มกาแฟกระตุ้นให้สมองปล่อยคลื่นสมองชนิดเบต้า ซึ่งเป็นคลื่นสมองที่ปล่อยออกมาในขณะที่มีการทำงานปกติ ขณะที่เห็ดหลินจือกระตุ้นให้สมองปล่อยคลื่นสมองชนิดแอลฟ่า ซึ่งเป็นคลื่นสมองชนิดที่สมองปล่อยออกมาในขณะที่มีการฝึกสมาธิอย่างลึก

เรียบเรียงโดย  นพ.สันติ ปลอดทอง

วารสาร กาโนรักคุณ ฉบับประจำเดือนมิถุนายน 2556

12 ส.ค. 2013 อาการหลั่งน้ำกามเร็วกับเห็ดหลินจือ

Med_0806

 

อาการหลั่งน้ำกามเร็ว

อาการหลั่งน้ำกามเร็วเป็นความผิดปกติของการมีเพศสัมพันธุ์ที่เกิดขึ้นระหว่างมีเพศสัมพันธุ์ มักเกิดกับคนหนุ่มอายุ 17-18 ปี ที่มีประสบการณ์ทางเพศครั้งแรก และส่วนใหญ่กว่าร้อยละ 75 สามารถควบคุมการหลั่งน้ำกามได้นานขึ้น เมื่อมีอายุและมีประสบการณ์ทางเพศมากขึ้น แต่ผู้ป่วยไม่ค่อยมาปรึกษาแพทย์เพราะความอายหรือความไม่เข้าใจในเรื่องเพศ และอาจมีความเห็นแก่ตัวไม่สนใจความรู้สึกของคู่นอน

อาการหลั่งน้ำกามเร็วจัด เป็นสาเหตุสำคัญที่ก่อให้เกิดความไม่เชื่อมั่น และความวิตกกังวลเกี่ยวกับสมรรถภาพทางเพศของตนเองที่ไม่สามารถทำให้คู่นอนมีความสุขสุดยอดได้ ส่งผลให้เบื่อหน่ายต่อการมีเพศสัมพันธุ์ จนนำไปสู่องคชาติไม่แข็งตัวส่วนคู่นอนฝ่ายหญิงมีอารมณ์หงุดหงิดฉุนเฉียวง่าย นอนไม่หลับ ปวดไมเกรน บางคนมีอาการปวดท้องน้อยเรื้อรัง ทำให้เกิดความแตกแยกในครอบครัวและหย่าร้างได้

การทำงานของระบบประสาทส่วนกลางที่ควบคุมการหลั่งน้ำกามนั้น ยังไม่ทราบแน่ชัด แต่จากการศึกษาในสัตว์ทดลองพบว่า ไฮโปทาลามัสส่วนหน้า เป็นศูนย์ควบคุมน้ำกามโดยใช้สารสื่อ 2 ตัว คือ ซีโรโทนิน และโดพามีน การเพิ่มสารซีโรโทนินและลดสารโดพามีน ยังผลให้การตอบสนองทางเพศลดลง และหลั่งน้ำกามช้าลง หรือถ้ามีสารโซโรโทนินที่นอกเซลในสมองเพิ่มขึ้น ทำให้การหลั่งน้ำกามช้าลง

ดังนั้นถ้าใช้ยา Fluoxetine 20 mg วันละ 1-2 เม็ด เพื่อเพิ่มซีโรโทนิน และใช้ยา haloperidol 0.50 mg วันละ 1-2 เม็ด เพื่อลดโดพามีน

ยาทั้งสองสามารถนำมาใช้รักษาอาการหลั่งอสุจิเร็วได้ดีมาก

ช่วงแรกที่เริ่มใช้ยา ผู้ป่วยอาจมีอาการสมรรถภาพทางเพศลดลง องคชาติอาจไม่แข็งตัว จึงจำเป็นต้องใช้บริการของเห็ดหลินจือร่วมกับสารสกัดหอยนางรมคู่กันไปด้วย หรืออาจใช้ยาไวอากร้าร่วมกันก็ได้ ใช้เฉพาะก่อนมีกิจกรรมทางเพศ 30 นาที

คำจำกัดความ

คำจำกัดความอาการหลั่งน้ำกามเร็ว มีความแตกต่งกันตามการศึกษาวิจัยในรายงานทางการแพทย์ ดังนี้

  1. คำจำกัดความตามความพึงพอใจของคู่สมรส  ได้ให้ไว้ว่า หมายถึงการที่ฝ่ายชายไม่สามารถควบคุมการหลั่งน้ำกามให้ยาวนานเพียงพอจนฝ่ายหญิงเข้าถึงจุดสุดยอดทางเพศได้มากกว่าร้อยละ 50 ของจำนวนครั้งที่มีเพศสัมพันธุ์ หากยยึดตามคำจำกัดความนี้ ความหมายจะขึ้นอยู่กับฝ่ายหญิงซึ่งมีคว่ามแตกต่างกันในผู้หญิงแต่ละบุคคล ในการถึงจุดสุดยอดทางเพศ ตามรายงาน ร้อยละ 27 จะเข้าถึงจุดสุดยอดหลังมีเพศสัมพันธุ์ 1 นาที ในขณะที่ร้อยละ 66 ต้องการเวลามากกว่า 12 นาที และค่าเฉลี่ยของเวลาที่ผู้หญิงต้องการในการเข้าถึงจุดสุดยอดอยู่ที่ 8 นาที
  2. คำจำกัดความตามระยะเวลาของการประกอบกามกิจ  ให้ไว้ว่า อาการหลั่งน้ำกามเร็ว หมายถึงการที่ฝ่ายชายมีการหลั่งน้ำกาม หลังจากใส่องคชาติเข้าในช่องคลอดน้อยกว่า 2 นาที ตามคำจำกัดความนี้ไม่ได้คำนึงถึงความรู้สึกตอบสนองของฝ่ายหญิงเลย คำนึงเฉพาะผู้ชาย จากการศึกษาคู่สมรส 1,000 คู่ พบว่าระยะเวลาที่ใช้ในการประกอบกามกิจ จนหลั่งน้ำกามเฉลี่ย ระหว่า 4-7 นาที
  3. คำจำกัดความตามจำนวนครั้งของการขยับเข้าขยับออก  จนกระทั่งหลั่งน้ำกาม ประมาณ 8-15 ครั้ง การใช้วิธีนี้ในปัจจุบันไม่เป็นที่นิยมแล้ว
  4. คำจำกัดความตามนิยามของสมาคมจิตแพทย์อเมริกา  ที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดมีข้อกำหนดการวินิจฉัยอยู่ 3 ประการคือ

                  4.1 การหลั่งน้ำกามที่เกิดขึ้น หลังการกระตุ้นทางเพศเพียงเล็กน้อย โดยเกิดขึ้นก่อนสอดใส่ ระหว่าสอดใส่ หรือช่วงเวลาอันสั้นๆ หลังการใส่องคชาติเข้าไปในช่องคลอด และก่อน ความต้องการหลั่งน้ำกามจริงๆเกิดขึ้น

                  4.2 ต้องก่อให้เกิดปัญหาความสัมพันธุ์ระหว่างคู่สมรส

                  4.3 อาการหลั่งน้ำกามเร็วที่เกิดขึ้น ต้องไม่เป็นผลจากยาหรือสารเคมีบางชนิด

สาเหตุอาการหลั่งน้ำกามเร็ว

  1. สาเหตุทางจิตใจ  พวกนี้จะมีการหลั่งปกติมาก่อน หรือถ้าทำการสำเร็จความใคร่จะมีการหลั่งปกติ คนพวกนี้จะมีอาการวิตกกังวล กลัวความล้มเหลวและผิดหวัง บางคนมีความขัดแย้งในตัวเอง และรู้สึกผิด หรือมีภาวะซึมเศร้า บางคนกลัวการตั้งครรภ์ ขาดความไว้ใจกัน ขาดความรู้เรื่องเพศ ความกลัวที่เกิดขึ้นจากการผิดหวังในการประกอบกิจทางเพศในครั้งแรกที่มีการหลั่งเร็วมาแล้ว
  2. มีสาเหตุทางกาย  มีไข้เรื้อรังตั้งแต่วัยเด็ก เช่นโรคปวดเอ็นกล้ามเนื้อเรื้อรัง เป็นโรคภูมิแพ้เรื้อรัง จนกลายเป็นโรคซึมเศร้า ทำให้มีสาร ซีโรโทนินต่ำมานาน ต่อมลูกหมากอักเสบเรื้อรัง โรคริดสีดวงทวาร โรคปวดเอวเรื้อรัง หรือสาเหตุจากการใช้ยา ประสาทรับความรู้สึกไวกว่าปกติ

การรักษา ใช้ยาตามคำแนะนำข้างบน

บำรุงร่างกายให้แข็งแรง กินเห็ดหลินจือ สารสกัดหอยนางรม ออกกำลังกายประจำ พักผ่อนให้เพียงพอ

บริการ “ขมิบ” ท่อปัสสาวะวันละ 1,000-2,000 ครั้ง ควรทำทุกวัน และฝึกกลั้นปัสสาวะ คือ ถ่ายปัสสาวะแบบหยุดๆ ถ่ายๆ และฝึกกลั้นการหลั่งน้ำกาม

การรักษาเชิงพฤติกรรม เป็นการรักษาด้วยการลดความกลัวและวิตกกังวลต่างๆคือ การให้ความรู้ความเข้าใจและให้การยอมรับการหลั่งเร็วทั้งสามรและภรรยา มักร่วมไปกับการฝึกควบคุมการหลั่งน้ำกามให้ช้าลง ที่นิยมทำกันมี 2 วิธี

  1. Kaplan stop-start technique  โดยแนะนำให้กระตุ้นองคชาติ อาจสำเร็จความใคร่ด้วยตนเองหรือมีเพศสัมพันธุ์ก็ได้ แต่ให้หยุดหรือดึงองคชาติออกจากช่องคลอดทันทีที่มีความรู้สึกว่าใกล้จะหลั่งน้ำกาม ทำอย่างนี้โดยการทำความเข้าใจกับภรรยาเสียก่อน
  2. Pause-squeeze technique  เป็นการฝึกคล้ายกับวิธีแรกแต่คือการหยุดกระตุ้นทางเพศร่วมไปกับการบีบที่หัวองคชาติ โดยที่ใช้นิ้วชี้และกลางคล่อมอยู่บนหัวองคชาติส่วนนิ้วหัวแม่มือกดที่ท่อปัสสาวะตรงตำแหน่งเส้นสองสลึง ควรจับแค่พอแน่น ถ้าเบาเกินไปก็ไม่สามารถหยุดการหลั่งน้ำกามได้ แต่ถ้าแน่นเกินไปก็จะเจ็บปวด ควรบีบนานจนองคชาติเริ่มอ่อนตัว ประมาณ 20 วินาที

สรุปทั้งสองเทคนิคการฝึกมีขั้นตอนการปฏิบัติดังนี้

  1. ในช่วงเริ่มต้นการบำบัด ใช้วิธีกระตุ้นเร่งเร้าทางเพศเฉพาะส่วนภายนอกของอวัยวะเพศของกันและกันเท่านั้น หลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธุ์
  2. หยุดทันทีเมื่อมีความรู้สึกใกล้จะหลั่งน้ำกาม  อาจหยุดอย่างเดียวหรือใช้มือบี้ๆ ที่หัวองคชาติด้วยก็ได้
  3. คอยจนความรู้สึกทางเพศผ่อนคลายลง  หรือองคชาติที่แข็งตัวอยู่นั้นอ่อนตัวลงประมาณครึ่งหนึ่งของความแข็งตัวเต็มที่ แล้วค่อยๆเริ่มขั้นตอนที่ 1 และ 2 อีกครั้ง
  4. ทำการดังกล่าง คือกระตุ้น และหยุด ติดต่อกัน 4-5 รอบ  จนกว่าจะพอใจหรือหลั่งน้ำกามเลยก็ได้
  5. เมื่อฝึกจนเคยชินและสามารถควบคุมการหลั่งได้แล้  จึงเริ่มปฏิบัติกามกิจ และฝึกตามเทคนิคการฝึกดังกล่าวมาแล้ว คือเปลี่ยนจากการกระตุ้นภายนอกมาเป็นขยับองคชาติเข้าออกในช่องคลอดและเมื่อมีความรู้สึกใกล้หลั่งก็ให้ดึงองคชาติออกมาทันทีและบีบหัวองคชาติ

ที่สำคัญต้องทำการบริหารโดยการ “ขมิบ ท่อปัสสาวะ วันละ  1,000-2,000 ครั้ง ทุกวัน และฝึกกลั้นปัสสาวะโดยการถ่ายแบบ หยุดๆ ถ่ายๆ คู่กันไปด้วย

 

เรียบเรียงโดย  นพ.สันติ ปลอดทอง

วารสาร กาโนรักคุณ ประจำเดือนพฤษภาคม 2551