Archive for the Category ◊ ประโยชน์เห็ดหลินจือ ◊

31 มี.ค. 2014 ผิวขาว ผิวสวย ด้วยผลิตภัณฑ์ไวท์เทนนิ่ง

gano-140331-bea1

 

gano-140331-bea2

ด้วยความปราถนาดีจาก กาโน กาแฟเห็ดหลินจือ

ganothailand.net

25 ต.ค. 2013 ประโยชน์ของเห็ดชนิดต่างๆ

131025

หลายๆ คนคงจะรู้ว่าเห็ดมีประโยชน์ แต่อาจจะยังไม่รู้ว่าประโยชน์ของเห็ดแต่ละชนิดมีอะไรกันบ้าง เราจะนำมาบอกกันค่ะว่าเห็ดแต่ละชนิดมีประโยชน์อย่างไรกัน

1. เห็ดหอม หรือ เห็ดชิตาเกะ เป็นยาอายุวัฒนะ เพราะช่วยลดไขมันในเส้นเลือด อีกทั้งยังเพิ่มภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัสและมะเร็งด้วย และมีกรดอะมิโนถึง 21 ชนิด มีวิตามิน บี1 บี2 สูงพอๆ กับยีสต์ มีวิตามินดีสูง ช่วยบำรุงกระดูก และมีปริมาณโซเดียมต่ำเหมาะสำหรับผู้ที่เป็นโรคไต นอกจากนี้ยังมีแคลเซียม ฟอสฟอรัสและเหล็ก ซึ่งช่วยเสริมสร้างกระดูกและฟันให้แข็งแรง และยังช่วยลดความเป็นกรดในกระเพาะอาหาร ช่วยบำรุงกำลัง บรรเทาอาการไข้หวัด ชาวจีนยกให้เห็ดหอมเป็นอาหารต้นตำรับ “อมตะ”

2. เห็ดหูหนู เป็นกลุ่มของคาร์โบไฮเดรต สามารถเพิ่มความแข็งแรงให้เม็ดเลือดขาวในผู้สูงอายุ ทำให้ภูมิต้านทานร่างกายดีขึ้น รวมทั้งช่วยรักษาโรคกระเพาะและริดสีดวง เห็ดหูหนูขาวช่วยบำรุงปอดและไต

3. เห็ดหลินจือ มีสารสำคัญ เช่น เบต้ากลูแคนซึ่งมีคุณสมบัติต้านมะเร็ง คนญี่ปุ่นมักใช้ควบคู่กับการรักษาโรคมะเร็งและโรคผู้สูงอายุเช่น โรคหัวใจ โรคหลอดลมอักเสบเรื้อรัง และโรคความดันโลหิตสูง

4. เห็ดกระดุม หรือ เห็ดแชมปิญองรูปร่างกลมมน คล้ายกระดุมที่มีขนาดใหญ่ ผิวเนื้อนวล มีให้เลือกทั้งแบบสดหรือบรรจุกระป๋อง มีบทบาทในการรักษาและป้องกันการเกิดมะเร็งเต้านมมากที่สุดโดยสารบางอย่างในเห็ดนี้จะไปช่วยยับยั้งเอนไซม์อะโรมาเตส ทำให้เกิดการยับยั้งการเปลี่ยนฮอร์โมนเอนโดรเจนเป็นฮอร์โมนเอสโตรเจนในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน เมื่อร่างกายผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจนได้น้อยลงก็ลดโอกาสการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งเต้านมให้น้อยลงตามไปด้วย

5. เห็ดนางรม เห็ดนางฟ้าและเห็ดเป๋าฮื้อ เห็ดสามอย่างนี้อยู่ในตระกูลเดียวกัน เจริญเติบโตเป็นช่อ ๆคล้ายพัด เห็ดนางรมมีสีขาวอมเทา เห็ดนางฟ้ามีสีขาวอมน้ำตาล ขณะที่เห็ดเป๋าฮื้อจะมีสีคล้ำและเนื้อเหนียวหนานุ่ม อร่อยคล้ายเนื้อสัตว์มากกว่า เชื่อว่าสามารถป้องกันโรคหวัด ช่วยการไหลเวียนของเลือด และโรคกระเพาะ

6. เห็ดฟาง เป็นเห็ดยอดนิยมของคนไทย นิยมเพาะกันบนกองฟางข้าวชื้นๆ โคนมีสีขาว ส่วนหมวกมีสีน้ำตาลอมเทา หาซื้อได้ง่ายตามท้องตลาด ให้วิตามินซีสูง และมีกรดอะมิโนสำคัญอยู่หลายชนิดหากรับประทานเป็นประจำจะช่วยเสริมภูมิคุ้มกันการติดเชื้อต่างๆ อีกทั้งยังช่วยลดความดันโลหิตและเร่งการสมานแผล

7. เห็ดเข็มทอง เป็นเห็ดสีขาวหัวเล็ก ๆ ขึ้นติดกันเป็นแพ รสชาติเหนียวนุ่ม นำมารับประทานแบบสดๆหรือใส่กับสลัดผักก็ได้ ถ้าชอบสุกก็นำไปย่าง ผัดหรือลวกแบบสุกี้ ถ้ากินเป็นประจำจะช่วยรักษาโรคตับโรคกระเพาะ และลำไส้อักเสบเรื้อรัง

8. เห็ดโคน ช่วยเจริญอาหาร บำรุงกำลัง แก้บิดแก้คลื่นไส้อาเจียน แก้ไอ ละลายเสมหะ การทดลองทางเภสัชศาสตร์พบว่าน้ำที่สกัดจากเห็ดโคนสามารถยับยั้งเชื้อโรคบางชนิด เช่นเชื้อไทฟอยด์

เห็ดที่นักวิทยาศาสตร์นิยมเอามาวิเคราะห์ว่ามีสรรพคุณทางยานั้น ส่วนใหญ่เป็นเห็ดชนิดที่คนมักนำมาปรุงอาหารและหาได้ง่าย เช่นเห็ดเข็มทอง เห็ดหอม เห็ดกระดุมหรือเห็ดแชมปิญอง เห็ดนางรม เห็ดนางฟ้า เห็ดฟาง เห็ดโคน เห็ดหูหนู และเห็ดหลินจือ

ในประเทศญี่ปุ่นได้มีการทดลองนำเห็ดหอมมาสกัด พบว่าในเห็ดหอมให้น้ำตาลโมเลกุลขนาดใหญ่ที่เรียกว่า เบต้ากลูแคน ถึง 2 ชนิดได้แก่ lentinan และ LEM (Lenti nula edodes mycelium) ซึ่งช่วยทำหน้าที่กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันต่อสู้กับการติดเชื้อ และชะลอการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็ง ซึ่งในการทดลองให้สาร lentinan กับผู้ป่วยมะเร็งร่วมกับการทำเคมีบำบัดก็พบว่าก้อนมะเร็งมีขนาดลดลง และอาการข้างเคียงจากการทำเคมีบำบัดก็เกิดขึ้นน้อยลงด้วย

ชอบใจเนื้อหา และเห็นว่ามีประโยชน์ สามารถกด Like & Share แบ่งปันให้กับคนที่คุณรัก และเป็นกำลังใจให้ Admin ฝากกด “LIKE” ถูกใจที่หน้าแฟนเพจwww.facebook.com/behealthyonline ด้วยค่ะ ขอบคุณมากค่ะ 

Credit by : chilledstory

23 ส.ค. 2013 คุณภาพหลินจือ : เลือกกินตัวไหนระหว่า ถั่งเฉ้า-ออยส์เตอร์-สกาโน?

Quality_0808

ภายหลังที่สมาชิกครอบครัว กาโนฯ ได้มีความเข้าใจบางส่วนในสรรพคุณของ “ถั่งเฉ้า” หรือ “ตงฉง” หรือในภาษาอังกฤษ “Cordyceps” กันแล้ว ก็เลยเกิดปัญหาข้องใจและสงสัยกันยกใหญ่ว่า…

แล้วจะเลือกกินตัวไหนดี?

ถ้าตอบแบบกำปั้นทุบดิน !

แน่นอน ต้องกินทุกตัวนั่นแหละ เป็นดีที่ซู้ด (สำหรับผู้นำ)

แต่ถ้าเป็นชาวบ้านทั่วไปล่ะ?

ขืนตอบให้กินทุกตัว ตั้งแต่พระเอกนางเอก หลินจือ ราก และดอก ที่ต้องกินแน่นอนอยู่แล้ว ต้องพ่วงอีก 3 ตัวเข้าไป

สิ่งที่ได้ ชาวบ้านทั่วไป ปฏิเสธค่อนข้างชัดเจน

เพราะฉะนั้น เราจึงจำเป็นต้องจัดสรรให้เขากินควบคู่ไปกับหลินจืออย่างมีชั้นเชิง ซึ่งก็คือ “กินอย่างมีคุณภาพ” ที่ได้ประโยชน์ทางยาสูงสุดนั่นเอง

ไม่ว่า “ถั่งเฉ้า” “ออยส์เตอร์” และ “สกาโน” ต่างมีประโยชน์ในการบำบัด เสริมสร้าง ให้สุขภาพของเราดีขึ้นแน่นอน เพียงแต่เราจำเป็นต้องเลือกสรรให้เหมาะกับแต่ละคน

การจะเลือกให้เหมาะกับแต่ละคนนั้นเราจำเป็นต้องรู้สรรพคุณของแต่ละตัวให้ชัดเจนเสียก่อน แล้วเราก็จะรู้ว่า ให้กินหลินจือ ควบคู่กับตัวไหน?

ดังนั้น เราจะมาทำความเข้าใจกับ “ถั่งเฉ้า” “ออยส์เตอร์” และ “สกาโน” ให้ชัดเจนกว่าที่ผ่านมา

“สกาโน” ซึ่งก็คือ “ว่านปลาไหลเผือก” ที่ผ่านกระบวนการสกัดพิเศษที่ไม่เหมือนใครและไม่มีใครเหมือน โดยมีส่วนผสมของหลินจือภายในแคปซูลเดียวกัน เป็นที่รู้กันทั่วโลกในวงการสมุนไพรว่า “ว่านปลาไหลเผือก” มีจุดเด่นอยู่ที่ การลดไข้ รักษาอาการไข้ รักษาโรคไข้จับสั่น ตัดไข้เป็นต้น

แต่สำหรับ “สกาโน” ของกาโนฯ มีความพิเศษ และเป็นจุดเด่นยิ่งกว่านั้นก็คือ บำรุงไตเป็นสำคัญ เมื่อไตแข็งแรง ระบบเลือดก็ได้รับการกรองให้ดีขึ้น เป็นการบำรุงไปด้วยในตัว บำรุงระบบเส้นประสาทกระดูกสันหลัง โดยการบำรุงทั้งระบบเลือดและเส้นประสาท ทำให้ระบบกล้ามเนื้อได้รับการคลายตัว จึงเป็นการลดอาการปวดกล้ามเนื้อ ขณะเดียวกัน อาการอักเสบ เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดเป็นไข้ ดังนั้น เมื่อกิน “สกาโน” ก็เท่ากับลดไข้ เมื่อไข้ลดลง อาการปวดก็จะลดลงโดยธรรมชาติ

เพราะฉะนั้น “สกาโน” กินคู่กับ “หลินจือ” จึงเหมาะสำหรับผู้ที่มีอาการปวด มีไข้ หรือเกิดจากการขับพิษที่ทำให้มีอาการปวด มีไข้ขึ้น ก็เหมาะกับการกินหลินจือคู่กับสกาโนอย่างไม่มีปัญหา

ส่วน “ออยส์เตอร์” มีประสิทธิภาพมากมายเลยทีเดียว มีส่วนสร้างและซ่อมแซมกล้ามเนื้อ ลดอาการปวดกล้ามเนื้อได้ดี ปรับฮอร์โมนหญิงและชายได้เป็นอย่างดี (ตรงนี้แหละที่เกิดการชะลอความแก่ เป็นตัวต้านอนุมูลอิสระที่ดี) กระตุ้นการทำงานของกระเพาะและลำไส้ ทำให้ระบบย่อยและขับถ่ายดีขึ้น เสริมภูมิต้านทานมากขึ้น ลดภูมิแพ้ ต่อต้านเชื้อไวรัส แบคทีเรีย เป็นต้น เสริม เพิ่มประสิทธภาพการทำงานของหัวใจให้แข็งแรงขึ้น เมื่อการทำงานของหัวใจแข็งแรง ระบบไหลเวียนก็ดีขึ้น อีกลักษณะหนึ่ง ออยส์เตอร์ เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับเส้นเลือดหัวใจตีบ ออยส์เตอร์มีจุดเด่นในการขยายหลอดเลือด หลอดเลือดดีขึ้น การทำงานของระบบประสาทที่ควบคุมกล้ามเนื้อมีความต่อเนื่องที่ดีขึ้นรวมทั้งมีประโยชน์สำหรับผู้ที่มีอาการของโรคชัก และอีกสิ่งหนึ่งที่ชัดเจนสำหรับสุภาพบุรุษก็คือการเสริมบำรุง และซ่อมแซมต่อมลูกหมากให้แข็งแรงมีชีวิตชีวาที่ชัดเจนมาก เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานที่ดีขึ้น ส่วนสุภาพสตรีก็จะเสริมบำรุงให้ระบบประจำเดือนเป็นปรกติให้มากที่สุด

ส่วน “ถั่งเฉ้า” ย้ำอีกครั้งว่า การบำรุงปอดเป็นเอกลักษณ์ที่ยิ่งใหญ่และชัดเจนที่สุด สำหรับคนส่วนใหญ่ที่เคยมีปัญหากับระบบภูมิต้านทาน เมื่อกินถั่งเฉ้าจะพบกับการขับพิษที่รุนแรงจากการไอมากขึ้น มีเสมหะเพิ่มขึ้น เป็นการขับพิษอีกครั้งหนึ่ง หลังจากที่เคยเกิดขึ้นจากการกินหลินจือมาแล้ว นั่นหมายถึงเสริมภูมิต้านทานของเราให้แข็งแรงขึ้นชัดเจนมาก เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของหัวใจให้แข็งแรงขึ้น เมื่อหัวใจแข็งแรง ระบบสูบฉีดเลือดก็แข็งแรง เมื่อระบบเลือดแข็งแรง ระบบอวัยวะภายในก็แข็งแรง แต่ละระบบจะเสริมประสิทธิภาพซึ่งกันและกันให้แข็งแรงไปตามธรรมชาติ

ถึงตอนนี้ เชื่อว่าพวกเราพอจะมองออกและเข้าใจดีขึ้นว่า แต่ละคน ควรจะกินหลินจือคู่กับตัวไหนดี? สำหรับบางคนก็ควรจะมีการปรับลด-เพิ่ม แต่ละตัวดูว่า เมื่อกินคู่กับหลินจือ ตัวไหนให้ประสิทธิภาพกับตัวเราดีที่สุด ชัดเจนที่สุด เพราะร่างการของแต่ละคนในการรับตัวยาจะแตกต่างกัน คนสองคนมีอาการเดียวกันแต่คนหนึ่ง กินหลินจือคู่กับออยส์เตอร์ได้ผลชัดเจนดี แต่อีกคนกลับไม่ได้ผลดีนัก ต้องกินคู่กับถั่งเฉ้าจะชัดเจนมาก

สุดท้าย ขอให้สมาชิกครอบครัวกาโน จงมีสุขภาพแข็งแรงยิ่งๆขึ้น เป็นหนุ่มสาวมากขึ้น จากผลิตภัณฑ์ 4 ตัวควบคู่กันแล้วจะเป็น กระบวนการ …

ดับเบิ้ลทวินแอ็คชั่น…แล้วดับเบิ้ลทวินแอ็คชั่น ๆๆๆๆๆๆ  …..  ไม่รู้จบ…

 

 

กาโนรักคุณ สิงหาคม 2551

16 ส.ค. 2013 คุณภาพหลินจือ : สัญญาณเตือนจากตับ

Quality_0806-h

คุณเคยรู้สึกเบื่ออาหาร เบื่อของมัน ท้องอืดเฟ้อเรอบ่อยเหมือนอาหารไม่ย่อย เหมือนมีอะไรมาจุกที่คอหอย จะกลืนก็ไม่ได้ คายก็ไม่ออก ปวดแน่นชายโครงด้านขวา อาการเหล่านี้ทำให้เกิดความเครียดจัด หงุดหงิด อารมณ์เสีย จนถึงบางรายอาจมีอาการซึมเศร้า….

ขอเตือนไว้ นั่นคือสัญญาณอันตรายที่ร่างกายเตือนให้เราได้รู้ตัวว่า

ตับ… กำลังมีปัญหา!

หมอจีนกล่าวไว้ว่า การที่ตับมีปัญหานั้น เกิดจากสภาพร่างกายของเราได้มีการเสื่อมลง จนทำให้ตับไม่สามารถกระจายพลังลมปราณไปสู่ส่วนต่างๆของร่างกายได้สะดวก จนทำให้เกิดอาการของพลังลมปราณถูกอั้นไว้ในตับ เป็นสาเหตุทำให้เลือดลมเดินไม่สะดวก ขาดความคล่องตัว ซึ่งอาการผิดปรกติในการเกิดพลังลมปราณอั้นไว้ในตับเช่นนี้ ถ้านานวันเข้า ย่อมทำให้เกิดโรคตับมากมายหลายชนิด ตับอักเสบเรื้อรัง ตับแข็ง แล้วมีโอกาสติดเชื้อไวรัสตับอักเสบเอ.บี. หรือซี. เข้าอีก โอกาสที่จะเกิดมะเร็งในตับก็เพิ่มอัตราเสี่ยงมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

เท่านั้นไม่พอ หากแม้ว่าเส้นลมปราณตับมีปัญหาการติดขัดมากขึ้น ทำให้พลังลมปราณถูกอั้นในตับหนักกว่าเดิม การไหลเวียนของเลือดและพลังลมปราณติดขัดไม่สะดวก ซึ่งเส้นลมปราณตับเริ่มต้นตั้งแต่ปลายนิ้วหัวแม่เท้าไปตามหลังเท้า น่อง ผ่านอวัยวะเพศไปที่ท้องน้อย ตับ ถุงน้ำดี ผ่านข้างกระเพาะอาหาร ขึ้นไปตามปอด ลำคอ แก้ม แล้วสิ้นสุดที่สมอง ดังนั้น พลังลมปราณอั้นตับ การกระจายพลังลมปราณย่อมเกิดปัญหาโรคเรื้อรังต่างๆ จึงเกิดขึ้นได้ง่าย

จากเส้นลมปราณตับดังกล่าว ที่นอกจากการติดเชื้อไวรัสบีที่เป็นหนึ่งในสาเหตุทำให้เกิดมะเร็งตับแบบสะสมเพิ่มความรุนแรงมากขึ้นอย่างช้าๆ กว่าจะรู้ตัวก็มักจะสายไปเสียแล้ว โดยเป็นมะเร็งตับขั้นสุดท้ายเป็นส่วนใหญ่ ในขณะเดียวกัน จากการที่เส้นลมปราณมีการเชื่อมต่อกันดังกล่าว เมื่อเกิดพลังลมปราณอั้นในตับก็พลอยอาจทำให้เกิดมะเร็งที่เต้านม มะเร็งในมดลูก มะเร็งลูกอัณฑะ มะเร็งอวัยวะสืบพันธุ์ชาย

ยิ่งคนที่เป็นไวรัสตับอักเสบ บี. ซึ่งตับมีอาการอักเสบ ร่างกายคนเราก็จะสร้างพังผืดเป็นการปกป้องโดยธรรมชาติ แต่ทว่าพังผืดที่ว่ากลับเป็นตัวการทำให้ตับเกิดอาการเป็นตับแข็ง นานวันเข้าการสะสมของพังผืดเพิ่มมากขึ้น ส่วนที่ดีหรือเซลล์ดีของตับน้อยลงเรื่อยๆ กระทั่งเกิดเป็นมะเร็งตับในที่สุด

ในการรักษาอาการตับดังกล่าว หมอจีนจะใช้วิธีที่สลายพลังลมปราณอั้นในตับ โดยการทะลวงจุดติดขัดพลังลมปราณของเส้นลมปราณ เป็นการทะลวงให้เส้นลมปราณเกิดการไหลเวียนของพลังลมปราณได้สะดวก เลือดก็จะไหลเวียนคล่องไม่ติดขัด เมื่อพลังลมปราณสามารถแล่นได้ทั่วทั้งร่างกายอย่างสม่ำเสมอก็สามารถค่อยๆฟื้นฟูให้แข็งแรงกลับคืนมาให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ อาการตับแข็งที่เกิดจากพังผืดก็จะลดลงไปทีละเล็กทีละน้อย กระทั่งมีโอกาสหายเป็นปรกติ เมื่อการไหลเวียนของโลหิตดีขึ้น เส้นลมปราณไม่มีติดขัด ตับก็จะดีขึ้นตามภาวะด้วยเช่นกัน

หลินจือรากและดอก 6 สายพันธุ์ เป็นตัวช่วยที่รักษาอาการของตับได้อย่างชัดเจน ประการแรกทำการทะลวงเส้นลมปราณที่ติดขัดให้พลังลมปราณไหลเวียนได้คล่อง เมื่อพลังลมปราณไหลเวียนดีไม่เกิดพลังลมปราณอั้นในตับ ตับก็จะแข็งแรงฟื้นตัวได้เป็นอย่างดี การกระจายของพลังลมปราณ สะดวกกระจายทั่วทั้งร่างกาย สุขภาพก็จะฟื้นตัวได้เป็นอย่างดี

นอกจากนั้น อาการไวรัสตับอักเสบบี.ที่ทำให้เกิดพังผืดเกาะในตับนั้น หลินจือ รากและดอก 6 สายพันธุ์สามารถเข้าไปขับพังผืดให้ค่อยๆ สลายและออกไปอย่างช้าๆ กระทั่งมีโอกาสที่จะหายจากไวรัสตับอักเสบบี.ได้อย่างอัศจรรย์ยิ่งนัก เพียงแต่ต้องใช้ระยะเวลาด้วยความอดทนโดยเฉลี่ยแล้วประมาณ 2 ปี และในระยะแรกประมาณ 6-12 เดือนแรกนั้น อาจพบว่า มีไขมันพอกตับเพิ่มมากขึ้น ซึ่งเป็นการขับไขมันในช่วงแรกให้รวมตัวในตับก่อนที่จะขับออกจากระบบของร่างกาย โดยผ่านระบบหลอดเลือด ผ่านเข้าสู่ระบบกระเพาะปัสสาวะ จนกระทั่งไขมันในตับสู่ภาวะปรกติในที่สุด

กระบวนการต่างๆของหลินจือเป็นสิ่งอัศจรรย์ที่ยากจะอธิบายให้เข้าใจได้อย่างง่ายๆ จนกว่าผู้ที่เป็นโรคตับดังกล่าว ได้ทานหลินจือรากและดอก 6 สายพันธุ์ของกาโนฯ แล้วก็จะเข้าใจและรู้ซึ้งถึงคุณค่าของหลินจือรากและดอก 6 สายพันธุ์ของกาโนฯ อย่างแท้จริง ได้รู้ว่า

หลินจือ คือผู้สร้างคุณภาพชีวิตที่ยิ่งใหญ่อย่างแท้จริง

 

 

กาโนรักคุณ  มิถุนายน 2552

14 ส.ค. 2013 ประโยชน์ของกาแฟ

Med_1306

กาแฟ

คำนี้มีความหมายสำหรับหลายๆชีวิต ที่อาจจะขาดไม่ได้ เป็นเครื่องดื่มคู่กายไปตลอดชีวิต นับวันกาแฟจะเป็นที่นิยมของคนทั้งโลก กาแฟเป็นเครื่องดื่มยอดนิยมที่ไม่มีใครปฏิเสธได้

ตำนานกาแฟมีมาอย่างยาวนาน นับจากอดีตถึงปัจจุบัน ตำนานแห่งการดื่มกาแฟก็ได้เปลี่ยนไปตามยุคสมัยนิยมและนับวันกาแฟจะเข้ามามีบทบาทต่อชีวิตของมนุษย์มากขึ้นเรื่อยๆ กาแฟได้กลายเป็นอาหารว่างแทนการรับประทานอาหารในแต่ละมื้อ

ในบางรายที่ชอบดื่มกาแฟเป็นชีวิตจิตใจ อาจจะดื่มกาแฟทุกๆ 2 ชั่วโมง ซึ่งถือเป็นอาหารประเภทหนึ่งของเขาไป ขาดไม่ได้ บางรายอดข้าวหลายๆมื้อได้ แต่ขาดกาแฟเพียงมื้อเดียวไม่ได้ บางคนใช้กาแฟช่วยคลายง่วงหรือฟื้นความเฉื่อยชาของร่างกายและสมองให้ทำงานได้อย่างกระฉับกระเฉง

กาแฟเป็นเสมือนสมุนไพรที่ให้ประโยชน์สูงต่อมนุษย์ แต่ก็อย่างว่ากาแฟอาจไม่เหมาะกับผู้ที่มีโรคประจำตัวบางชนิด จึงควรหลีกเลี่ยงหรือดื่มให้ปริมาณน้อยลง

ประโยชน์จากการดื่มกาแฟทั่วๆไป มีดังนี้

1.ลดอัตราการเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจในผู้หญิง 25%   งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยของสเปนพบว่า ผู้หญิงที่ดื่มกาแฟ 2-3 แก้วต่อวัน มีอัตราเสี่ยงการเกิดโรคหัวใจน้อยกว่าคนที่ไม่ได้ดื่มและผู้ชาย 25%

2.ลดอัตราการเสี่ยงของการเป็นเบาหวาน 60%   กาแฟมีสารต้านอนุมูลอิสระ และทำให้ความอยากอาหารลดลง ช่วยลดน้ำหนัก

3.ลดอัตราการเกิดภาวะความจำเสื่อม 65%   จากการวิจัยพบว่ากาแฟมีส่วนช่วยในการชะลอภาวะความจำเสื่อมโดยไปหยุดยั้งหรือต้านการจับตัวของคอเรสเตอรอล (Cholesterol) ที่เป็นผลเสียต่อร่างกาย

4.ลดอัตราเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งในลำไส้ใหญ่ 50%   จากการศึกษาถึง 12 ปี กับผู้หญิงในญี่ปุ่นพบว่า คนที่ดื่มกาแฟ 3 แก้วหรือมากกว่าต่อวัน มีแนวโน้มในการลดอัตราเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งในลำไส้ใหญ่

5.ลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก   จากการศึกษากับผู้ชายจำนวน 50,000 คนเป็นเวลา 20 ปี พบว่าคนที่ดื่มกาแฟ 6 แก้วต่อวัน จะมีอัตราเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งต่อมลูกหมากน้อยกว่าคนที่ไม่ได้ดื่ม

6.ลดความเสี่ยงของการเป็นอัลไซเมอร์ (Alzheimer) 65%   จากการศึกษากับคนวัยกลางคนในประเทศฟินแลนด์ จำนวน 1,400 คนพบว่าคนที่ดื่มกาแฟ 5 ถ้วยต่อวัน สามารถลดอัตราเสี่ยงของการเป็นอัลไซเมอร์ 65 %

7.ลดความเสี่ยงของการเป็นตับแข็ง 80%   จากการศึกษากับผู้ดื่มกาแฟจำนวน 125,000 คน พบว่าการดื่มกาแฟ 1 แก้วต่อวัน ทำให้ความเสี่ยงต่อการเป็นตับแข็งลดลง 20% ถ้าดื่ม 4 แก้วต่อวันจะลดอัตราเสี่ยงได้ 80%

8.ลดความเสี่ยงของการเป็นนิ่วในถุงน้ำดี 50% ผู้ชายที่ดื่มกาแฟอย่างน้อย 2 แก้วต่อวันมีแนวโน้มในการลดอัตราเสี่ยงของการเป็นนิ่วในถุงน้ำดี 40%, 25% สำหรับผู้หญิงที่ดื่มกาแฟในปริมาณที่เท่ากันและ 45% สำหรับคนที่ดื่มมากกว่า 4 แก้วต่อวัน

9.ลดความเสี่ยงของการเกิดการอุดตันในเส้นเลือดในผู้หญิง 43% จากการศึกษากับนางพยาบาลจำนวน 83,000 คนที่ไม่เคยสูบบุหรี่และดื่มกาแฟ 4 แก้วต่อวัน สามารถลดความเสี่ยงของการเกิดการอุดตันในเส้นเลือด 43%

10.ลดความเสี่ยงของการเกิดอาการสั่นของอวัยวะจากระบบประสาท

11.ลดอัตราเสี่ยงในการฆ่าตัวตายของผู้หญิง 60% จากการศึกษาเป็นเวลา 10 ปีกับผู้หญิงจำนวน 86,000 คนพบว่าผู้หญิงที่ดื่มกาแฟ 2 แก้วต่อวัน สามารถลดอัตราเสี่ยงในการฆ่าตัวตายลง 60%

12.การแฟมีสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยต้านสารพิษที่เกิดจากภายในและภายนอกร่างกาย

13.กาแฟช่วยให้เรารู้สึกไม่ง่วงและตื่นตัว

14.กาแฟช่วยลดความรู้สึกหนาวได้เนื่องจากคาเฟอีน (caffeine)

15.ลดการเกิดโรคหืด-หอบ เนื่องจากยาแก้หอบ theophyline เป็นยากลุ่มเดียวกับคาเฟอีน

16.ลดอาการปวดหัว บ่อยครั้งที่คาเฟอีน ถูกใช้เป็นยาแก้ปวดหัวจากไมเกรน (migraine)

17.บรรเทาอาการปวด การดื่มกาแฟ 2 แก้วอาจช่วยลดอาการปวดกล้ามเนื้อหลังจากการออกกำลังกายได้ประมาณ 58% ยาแก้ปวดหลายประเภทมีการผสมคาเฟอีน 65 mg เช่น aspirin, ibuprofen, acetaminophen และคาเฟอีน สามารถช่วยบรรเทาอาการปวดได้ 40%

18.ช่วยทำให้อารมณ์แจ่มใสขึ้ คาเฟอีน ที่ดื่มเข้าไปจะช่วยคลายความเครียดและทำให้อารมณ์แจ่มใสขึ้น

19.ช่วยให้ความสามารถทางการกีฬาสูงขึ้น เพราะคาเฟอีน มีฤทธิ์ช่วยเพิ่มความทนทานและประสิทธิภาพของกล้ามเนื้อ

20.ป้องกันฟันผุ สารประกอบที่มีชื่อว่า Trigonelline ซึ่งเป็นสารที่ทำให้กาแฟมีกลิ่นหอมและรสขม มีประสิทธิภาพช่วยป้องกันแบคทีเรียและการก่อตัวของแบคทีเรีย โดยเหตุผลนี้กาแฟจึงช่วยป้องกันฟันผุได้ ถึงแม้กาแฟจะมีสารที่มีประโยชน์มากมายแต่สารประกอบบางอย่างที่อยู่ในกาแฟอาจส่งผลกับแต่ละคนต่างกัน ดังนั้นถ้าเกิดเรามีปัญหาท้องเสียกับการดื่มกาแฟ หรืออาการอื่นๆ ก็สามารถดื่มชาแทน

การดื่มกาแฟให้ได้ประโยชน์อย่างสูงสุดควรดื่มกาแฟผสมเห็ดหลินจือ เพราะการดื่มกาแฟกระตุ้นให้สมองปล่อยคลื่นสมองชนิดเบต้า ซึ่งเป็นคลื่นสมองที่ปล่อยออกมาในขณะที่มีการทำงานปกติ ขณะที่เห็ดหลินจือกระตุ้นให้สมองปล่อยคลื่นสมองชนิดแอลฟ่า ซึ่งเป็นคลื่นสมองชนิดที่สมองปล่อยออกมาในขณะที่มีการฝึกสมาธิอย่างลึก

เรียบเรียงโดย  นพ.สันติ ปลอดทอง

วารสาร กาโนรักคุณ ฉบับประจำเดือนมิถุนายน 2556