Archive for ◊ เมษายน, 2014 ◊

26 เม.ย. 2014 7 สมุนไพร ช่วยการทำงานของลำไส้หน้าร้อน

140426

ถ้าลำไส้เป็นสุข สุขภาพก็แข็งแรง นี่คือสัจธรรม เพราะภูมิคุ้มกันร่างกายส่วนสำคัญอยู่ที่ลำไส้ด้วยที่หนึ่ง ยกตัวอย่าง “ไส้ติ่ง” ที่มีต่อมน้ำเหลืองสร้างเกราะป้องกันเชื้อโรคให้เราได้อยู่มาก หากไปตัดออกโดยไม่จำเป็นก็จะทำให้ขาดของดีไป

นพ.กฤษดา ศิรามพุช ผอ.ศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ บอกว่า ในผู้ที่มีสุขภาพไม่ดีนั้นขอให้หันมามองที่ลำไส้ด้วยส่วนหนึ่ง บางทีมันอาจเป็นคำตอบที่ท่านหามานาน เช่น บางท่านมีอาการเจ็บป่วยง่ายอาจเกิดจากการไวต่ออาหารในลำไส้หรือพูดง่าย ๆ ว่าไส้รั่วเพราะแพ้อาหารบางชนิดที่กินมาตลอดชีวิต

ลำไส้และทางเดินอาหารจึงมีส่วนสำคัญที่ทำให้ท่านมีความสุขอยู่ไม่น้อย โดยมันคอยช่วยสุขภาพในด้านต่าง ๆ ต่อไปนี้ ช่วยสร้างภูมิคุ้มกัน ช่วยขับสารพิษ ช่วยดูดซับของดีจากอาหาร ช่วยสร้างเคมี หรือ ฮอร์โมนปรับสมดุลร่างกาย

ในหน้าร้อนมีผลต่อลำไส้เช่นกัน โดยส่วนหนึ่งมาจากอากาศเองด้วยที่ทำให้ลำไส้ทำงานผิดปกติไป เป็นต้นว่า ทำให้ลำไส้บีบตัวผิดปกติ มีการหลั่งน้ำย่อยไม่เป็นปกติ จนถึงกระตุ้นให้ลำไส้แปรปรวนกำเริบ

7 สมุนไพรที่ควรเปิบเพื่อช่วยการทำงานของลำไส้ มีดังนี้
————————–————————–————–
#โหระพา น้ำมันหอมกรุ่นกลิ่นที่อยู่ในโหระพาคือพระเอก ช่วยเจริญอาหาร ลดอาการโรคกระเพาะที่จุกเสียดแน่น ช่วยต้านมะเร็งจาก “เบต้าแคโรทีน” ที่มีอยู่สูง นอกจากนั้นน้ำมันโหระพายังมีฤทธิ์ต้านพยาธิลำไส้ตัวสำคัญอย่าง “ไกอาเดีย” ด้วย

#ใบแมงลัก อยู่ในแกงเลียงซดชื่นใจ จะใส่ขนมจีนน้ำยาก็อร่อยเด็ด ใบแมงลักช่วยคลายท้องอืดแน่นเฟ้อได้ราวกับร่ายมนตร์ สามารถรับประทานจากในแกงหรือรับประทานสดเป็นผักแกล้มก็ได้ ช่วยให้ท่านคลายรำคาญจากอาการท้องอืด นอกจากนั้นใบแมงลักยังช่วยแก้อาการท้องร่วงท้องเสียได้ด้วย

#หัวหอม มีของดีที่ช่วยลำไส้คือเส้นใยสุขภาพที่ชื่อ “อินนูลิน” ที่กินแล้วช่วยเสริมภูมิให้ลำไส้ ไล่พยาธิและอาการอักเสบต่าง ๆ ในช่องท้อง ช่วยในผู้ป่วยเบาหวานที่กระเพาะลำไส้ทำงานไม่ค่อยดี มีท้องอืดหรือแน่นท้องบ่อยให้สบายขึ้นได้

#กระเทียม มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อในลำไส้ได้จากสารกลุ่ม “ซัลเฟอร์” หรือกำมะถัน การรับประทานกระเทียมเหมือนกับการกินยาปฏิชีวนะธรรมชาติที่ไม่ทำร้ายลำไส้มากจนเกินไป นอกจากนั้นยังมีรายงานว่ากระเทียมช่วยรักษาโรคบิดได้

#กะเพรา อาหารประเภทไม่ต้องคิดมากอย่าง “ผัดกะเพรา” มีฤทธิ์ไม่ธรรมดา เพราะใบกะเพรามีชื่อเสียงในเรื่องดูแลลำไส้ ช่วยให้อาการปวดท้องคลายลง ช่วยย่อยอาหาร ที่สำคัญคือไล่มะเร็งได้ด้ว

#ตะไคร้ ช่วยกระตุ้นลำไส้ น้ำมันหอมในตะไคร้ช่วยขับน้ำดี ช่วยลดการอักเสบแก้อาการปวดเกร็งได้แบบที่แพทย์ไทยเรียกว่าแก้กษัยเส้น ท้องแข็งเป็นดาน นอกจากรับประทานเป็นอาหารแล้วตะไคร้ยังใช้ชงดื่มเป็นชาสมุนไพรหอมดื่มได้ด้วย

#ขิง เป็นสิ่งดี ๆ ที่ช่วยให้ผู้ที่มีอาการทางเดินอาหารที่มักคลื่นไส้อาเจียนเวียนหัวบ่อยดีขึ้นได้ แม้ขิงจะเป็นของร้อนแต่ในขิงมีน้ำมันพิเศษที่ช่วยต้านอักเสบและคลายลำไส้ ช่วยรักษาแผลกระเพาะที่ติดลำไส้ส่วนต้น ช่วยลดการอักเสบของตับ นอกจากนั้นขิงยังถือเป็นยาอายุวัฒนะ ถึงขนาดชาวจีนขนานนามว่า “โสมน้อย” ทีเดียว

ในกลุ่มของอาหารที่ว่ามาสามารถช่วยบรรเทาอาการได้ ให้สังเกตอาการโรคลำไส้ในหน้าร้อน 3 อาการหลักได้แก่ คลื่นไส้ ท้องเสียและมีไข้ เมื่อใดที่เริ่มมีอาการให้ดื่มน้ำให้มากและดูแลเรื่องอาหารให้ดี ถ้ามีอาการมากก็ไปพบแพทย์แต่ถ้าไม่มากก็ป้องกันไว้ก่อนด้วยสมุนไพรดังที่กล่าวไว้ค่ะ.

นวพรรษ บุญชาญ, เดลินิวส์ 29 มีนาคม 2557

ฺติดตามอ่านเพิ่มเติมได้ที่ Blog BeHealthy :http://www.oknation.net/blog/behealthyonline/2014/04/25/entry-2

————————–————————–—-
> ชอบกด Like & Share แบ่งปันสุขภาพที่ดี ความรู้ดีๆ ให้กับคนที่คุณรัก ฝากกด LIKE หน้าเพจ @Be Healthy เป็นกำลังใจให้ด้วยค่ะ ขอบคุณค่ะ

ด้วยความปราถนาดีจาก กาโน กาแฟผสมเห็ดหลินจือ

23 เม.ย. 2014 ท้องผูกน่ากลัวกว่าที่คุณคิด ^^”

140423

หลายคนคงเคยประสบปัญหาท้องผูกกันมาบ้างแล้ว บางคนผูกมาก บางคนผูกน้อย บางคนผูกบ่อย บางคนนาน ๆ ครั้ง แต่ท้องผูกขึ้นมาคราวใดก็พาลให้หงุดหงิด เพราะจะรู้สึกอึดอัด แน่นท้อง ท้องอืด ท้องป่อง ทำให้ขาดความไม่มั่นใจ ขืนปล่อยให้ท้องผูกเรื้อรัง อาจกลายเป็นเรื่องใหญ่ เพราะริดสีดวงทวารหรืออาการลำไส้อุดตันอาจมาเยือน

อาการแบบไหนที่เรียกว่าท้องผูก 
————————–——–
โดยทั่วไปจะถือว่าท้องผูกหากถ่ายอุจจาระน้อยกว่า 3 ครั้งต่อสัปดาห์ หรืออาจถ่ายทุกวันแต่อุจจาระเป็นก้อนแข็ง หรือต้องเบ่งมากกว่าปกติ หรือถ่ายอุจจาระไม่สุด

ท้องผูกหายแน่ แค่เปลี่ยนพฤติกรรม
————————–———–
1. กินอาหารเพิ่มกากใย โดยการกินผักสดผลไม้สดให้มากๆ เช่น มะละกอสุก สับปะรด ลูกพรุน นอกจากจะช่วยลดอาการท้องผูกแล้วยังได้วิตามิน แร่ธาตุ และสารต้านอนุมูลอิสระที่ดีต่อร่างกายอีกด้วย โดยทั่วไปแนะนำให้กินผักผลไม้รวมกันให้ได้วันละครึ่งกิโลกรัม หรือให้ได้ใยอาหารวันละ 25 กรัม แต่หากไม่แน่ใจว่าจะกินผักผลไม้ได้มากพอ อาจใช้วิธีดื่มเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของใยอาหาร และกินอาหารที่มีทำมาจากธัญพืชขัดสีน้อย ธัญพืชเต็มเมล็ดหรือโฮลเกรนให้มากขึ้น

2. ดื่มน้ำให้มากขึ้น ใยอาหารอย่างเดียวไม่พอ ต้องดื่มน้ำให้มากขึ้นด้วย เพราะน้ำจะช่วยให้อุจจาระนิ่มขึ้น บางคนวันละ 8 แก้วไม่พอ อาจต้องเพิ่มเป็น 10-12 แก้ว

3. ฝึกถ่ายอุจจาระให้เป็นเวลาทุกวันจนเป็นนิสัย จะเป็นช่วงเช้าหรือเย็นก็ได้ แต่เวลาดีที่สุดคือหลังอาหารเช้าเพราะอาหารจะเข้าไปกระตุ้นให้ลำไส้เกิดการบีบตัว ซึ่งจะเกิดในช่วง 5-30 นาทีหลังมื้ออาหาร

4. เข้าห้องน้ำทันทีเมื่อรู้สึกปวดถ่าย ไม่ควรรอหรือทนอั้นไว้เพราะยิ่งรอไว้นาน ยิ่งเพิ่มอาการท้องผูก เพราะอุจจาระ ที่ถูกกลั้นไว้ที่ลำไส้ส่วนล่าง ลำไส้ใหญ่จะทำหน้าที่ดูดน้ำออกไปเรื่อยๆ ทำให้ก้อนอุจจาระแข็งและแห้งมากขึ้น ทำให้ต้องเบ่งมากขึ้น 

5. ออกกำลังกายเพื่อให้ลำไส้เคลื่อนไหว เลือกกิจกรรมที่ทำให้ลำไส้มีการขยับตัว เช่น เดิน วิ่ง ฯลฯ จะทำให้ระบบลำไส้ทำงานได้ดีขึ้น

6. การนวดลำไส้ โดยการใช้ฝ่ามือลูบท้องตั้งแต่ใต้สะดือ วนจากขวาไปทางซ้าย 10-20 รอบ สักพักจะรู้สึกอยากเข้าห้องน้ำ

7. เปลี่ยนท่านั่งในการเข้าห้องน้ำเพื่อให้ขับถ่ายดีขึ้น โดยให้นั่งยอง ๆ แบบส้วมหลุม เนื่องจากจะทำให้ลำไส้ใหญ่ส่วนปลายอยู่ในลักษณะตรง ทำให้ขับถ่ายได้ง่ายและไม่มีอุจจาระเหลือค้างอยู่ในลำไส้ใหญ่ แต่ถ้าบ้านไหนเป็นชักโครก เวลานั่งให้หาเก้าอี้เตี้ยๆ มาวางเท้า เพื่อให้เข่ายกสูงขึ้น

ใครที่มีปัญหาท้องผูก ลองนำวิธีเหล่านี้ไปใช้กันดูนะคะ แล้วจะพบว่าเรื่องถ่ายยากสามารถแก้ไขได้ค่ะ
————————–—————
> ชอบกด Like & Share แบ่งปันสุขภาพที่ดี ความรู้ดีๆ ให้กับคนที่คุณรัก ฝากกด LIKE หน้าเพจ @Be Healthy เป็นกำลังใจให้ด้วยค่ะ ขอบคุณค่ะ

ด้วยความปราถนาดีจาก กาโน กาแฟผสมเห็ดหลินจือ

22 เม.ย. 2014 มะรุมต้านมะเร็ง

140422

จากการศึกษาคุณสมบัติในการต้านภาวการณ์อักเสบของลำไส้ใหญ่ในฝักมะรุมต้ม ภายใต้การสนับสนุนงบประมาณการวิจัยจากสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ พบว่า 

ปริมาณการบริโภคมะรุมมีความสำคัญต่อการป้องกันและบรรเทาอาการของมะเร็งลำไส้ใหญ่ พบสิ่งที่น่าสนใจคือในระยะที่เกิดโรคมะเร็งลำไส้แล้ว การบริโภคฝักมะรุมหลังเกิดมะเร็งแล้วในปริมาณต่ำกลับให้ผลดีกว่าการบริโภคฝักมะรุมในปริมาณสูง ผลการศึกษาจึงแสดงให้เห็นว่า การบริโภคมะรุมเพื่อวัตถุประสงค์ในการบรรเทาอาการของโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ด้วยการบริโภคฝักมะรุมในปริมาณมากก็ไม่ได้มีผลดีเสมอไป

จากการศึกษาคุณสมบัติในการต้านภาวะการอักเสบของมะเร็งลำไส้ใหญ่ของฝักมะรุมต้มเมื่อทำการทดสอบในหนูทดลองโดยสถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับสถาบันมะเร็งแห่งชาติและคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย การดำเนินการวิจัย ได้แบ่งการศึกษาเป็น 3 รูปแบบ คือ

ศึกษาความปลอดภัยในการบริโภค โดยให้หนูทดลองกลุ่มที่อายุน้อยกินฝักมะรุมต้มซึ่งอยู่ในรูปของผงมะรุมต้มผสมอาหารปกติเป็นระยะเวลา 5 สัปดาห์ และหนูกลุ่มที่โตเต็มที่แล้วกินฝักมะรุมต้มเป็นระยะเวลา 15 สัปดาห์ โดยแบ่งปริมาณการบริโภคเป็น 3 ระดับ ได้แก่ 10 เท่า 25 เท่า และ 50 เท่าของปริมาณการบริโภคฝักมะรุมต้มของคนที่กินมะรุม ซึ่งเป็นปริมาณที่ค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับปริมาณการบริโภคโดยทั่วไป ผลการศึกษาพบว่า 

ปริมาณฝักมะรุมต้มที่ให้ในทุกระดับจนถึงสูงสุด 50 เท่า ไม่มีผลต่อการส่งเสริมให้เกิดพยาธิสภาพของการเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่

ศึกษาการป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่ โดยหนูทดลองกลุ่มนี้กินผงมะรุมต้มผสมอาหารปกติในขนาดเดียวกันกับหนูกลุ่มแรกเป็นเวลานาน 2 สัปดาห์ก่อนหนูได้รับสารก่อมะเร็งและสารส่งเสริมการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่และยังคงให้หนูกินผงมะรุมต้มต่อไปอีก 3 สัปดาห์ รวมเป็น 5 สัปดาห์ พบว่าสามารถลดความรุนแรงของพยาธิสภาพของมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ 

เมื่อเทียบกับหนูกลุ่มที่ได้รับสารก่อมะเร็งและสารส่งเสริมการเกิดมะเร็งโดยไม่ได้รับอาหารที่ผสมผงมะรุมต้ม โดยทุกขนาดของผงฝักมะรุมต้มที่หนูทดลองได้รับสามารถลดพยาธิสภาพของมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ โดยเฉพาะในผงฝักมะรุมต้มที่มีปริมาณสูง (50 เท่า) จะสามารถลดความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ดีกว่าในปริมาณอื่น ๆ ซึ่งส่งผลดีในด้านการป้องกันก่อนที่จะเกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่

ศึกษาการบรรเทาอาการของมะเร็งลำไส้ใหญ่ในหนูทดลองที่ถูกกระตุ้นให้เป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ก่อน แล้วจึงให้กินฝักมะรุมต้มเป็นระยะเวลา 15 สัปดาห์ โดยแบ่งเป็น 3 ขนาดเช่นเดียวกับในหนูกลุ่มอื่น ๆ ผลการศึกษากลับพบว่า ในทุก ๆขนาดของการบริโภคฝักมะรุมสามารถลดความรุนแรงของภาวะการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ แต่มะรุมที่มีปริมาณต่ำ (10 เท่า) กลับให้ผลดีกว่าการให้ผงฝักมะรุมต้มในปริมาณสูง (25 เท่าและ 50 เท่า) ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่าปริมาณการบริโภคมะรุมในระยะที่เป็นโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่แล้วมีความแตกต่างจากการกินระยะก่อนการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่

ฉะนั้นการบริโภคฝักมะรุมในปริมาณมากก็ไม่ได้มีผลดีเสมอไป โดยเฉพาะในรูปของการนำมาทำเป็นผงแห้งแล้วใส่แคปซูล หรือ ในรูปสารสกัดมะรุมที่เป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ซึ่งผลในด้านการรักษาหรือป้องกันโรคจะต่างกัน 

เนื่องจากการนำมาสกัดจะมีสารสำคัญเพียงบางชนิดและอยู่ในรูปของสารเคมีที่มีความเข้มข้น เมื่อกินอย่างต่อเนื่องในปริมาณสูง อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อการเป็นพิษในร่างกาย อีกทั้งยังไม่มีข้อมูลยืนยันจากการศึกษาในคน ส่วนใหญ่มีเพียงข้อมูลที่ได้จากการศึกษาในระดับหลอดทดลองและในระดับเซลล์เท่านั้น

เพื่อตอบสนองความนิยมในการบริโภคมะรุมและป้องกันความเสี่ยงจากการบริโภคมะรุมในปริมาณมากเกินจนอาจเสี่ยงต่ออันตรายของร่างกาย จึงควรบริโภคฝักมะรุมในรูปส่วนประกอบของอาหาร โดยส่งเสริมรายการอาหารที่ใช้ฝักมะรุมเป็นส่วนประกอบ เช่น แกงส้มมะรุมให้มีความแพร่หลายมากยิ่งขึ้น พร้อมสร้างสรรค์รายการอาหารใหม่ ๆ เช่น ยำ หรือแกงชนิด ต่าง ๆ เพื่อเพิ่มโอกาสในการบริโภคฝักมะรุมให้มากขึ้น 

นอกจากนั้นยังต้องกินอาหารที่มีผักและผลไม้ที่หลากหลายซึ่งอุดมด้วยสารพฤกษเคมีที่มีสารสำคัญในการออกฤทธิ์แตกต่างกัน ให้ผลในเชิงป้องกันโรคและให้คุณค่าทางโภชนาการด้านใยอาหาร ย่อมเป็นการลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ได

เมื่อต้องการกินอาหารให้เป็นยา ต้องไม่กินอาหารตามค่านิยมหรือความเชื่อ แต่ควรเลือกกินโดยใช้ความรู้ และรับข้อมูลจากหลาย ๆแหล่ง พร้อมศึกษาและชั่งน้ำหนักข้อมูลให้ดี ใช่ว่าเมื่อกินอาหารชนิดนั้นในปริมาณมากแล้วจะส่งผลในด้านดีทั้งหมด จึงต้องพิจารณาด้วยว่ากินส่วนไหน ปริมาณเท่าใด ความถี่มากน้อยเพียงไร และในรูปแบบใด จึงจะสามารถป้องกันและรักษาโรคได้.

หมายเหตุ: ข้อมูลทางสุขภาพที่ทางเพจไม้ภูตะวันโพสต์ทั้งหมด มีจุดประสงค์เพื่อให้การศึกษาและให้ข้อมูลเท่านั้น ไม่ใช่วินิจฉัยหรือรักษาโรค และเพื่อความปลอดภัย ท่านผู้อ่านที่มีโรคประจำตัวหรือความเสี่ยงต่อโรคสูงจำเป็นต้องปรึกษาแพทย์ที่ดูแลท่านก่อนนำข้อมูลไปใช้.

ขอบคุณข้อมูลจาก: คุณ นวพรรษ บุญชาญ. คอลัมน์ คุณหมอขอบอก. หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ , nstda.or.th
ขอบคุณรูปจาก thaihealthyfoods.blogspot.com

ด้วยความปราถนาดีจาก กาโน กาแฟผสมเห็ดหลินจือ

21 เม.ย. 2014 หนึ่งวันกิน 7 สี เพื่อสุขภาพดี

140421

สถาบันมะเร็งแห่งชาติสหรัฐอเมริกา ถึงกับแนะนำให้บริโภคผักและผลไม้ 5-9 หน่วยรับประทาน (serving) ต่อวัน โดยแบ่งเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ ผู้ชายให้รับประทาน 9 หน่วยต่อวัน ผู้หญิงให้รับประทาน 7 หน่วยต่อวัน และเด็กรับประทาน 5 หน่วยต่อวัน ซึ่งใน 1 หน่วยการรับประทานนั้น ประกอบด้วย ผักสด 1 ถ้วย ผักที่ผ่านการปรุงแล้วครึ่งถ้วย และผลไม้อีกครึ่งถ้วย แต่ในหนึ่ง
หน่วยของการบริโภคผักและผลไม้นั้น ยังมีเรื่องของสีสันเป็นองค์ประกอบหลักในการเลือกรับประทานให้เกิดประโยชน์สูงสุดอีกด้วย 

ผักผลไม้แต่ละชนิด นอกจากจะให้คุณประโยชน์แตกต่างกันแล้ว ยังมีสีสันที่ต่างกันไปอีกด้วย ซึ่งสีสันของผักผลไม้นั้นไม่ใช่แค่ส่วนประกอบช่วยเพิ่มความเชิญชวนในการรับประทานเท่านั้น แต่สีสันที่มีอยู่ในผักผลไม้ยังเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ที่ซึมผ่านเข้าไปในแต่ละอวัยวะภายในร่างกายเพื่อช่วยบำรุงทั้งสมอง สายตา หัวใจ และส่วนต่างๆ ของร่างกายอีกมากมาย เพราะฉะนั้นสีสันจึงเป็นเรื่องสำคัญ ในแต่ละวันเราจึงควรรับประทานผักผลไม้ให้ครบทั้ง 7 สี เพื่อสุขภาพที่ดีของร่างกายเราเอง ผัก ผลไม้ที่เราพบเห็นและบริโภคกันอย่างเอร็ดอร่อยนั้น มีสีสันที่แตกต่างหลากหลายกันไปตามแต่ละชนิด แต่บางคนอาจจะงงๆ และสงสัยว่าผัก ผลไม้สีไหนให้ประโยชน์อย่างไร และการรับประทานผักผลไม้ให้ครบทั้ง 7 สีในหนึ่งวันนั้นควรจะต้องรับประทานผักผลไม้และพืชพรรณใดเข้าไปบ้าง 

ข้อมูลข้างล่างนี้เป็นการแบ่งแยกสีสันของผักผลไม้ทั้ง 7 สี รวมถึงบอกสรรพคุณ ที่ให้คุณประโยชน์ต่อร่างกายในส่วนต่างๆ ไว้ดังนี้

* สีแดง ผักผลไม้ที่อยู่ในกลุ่มสีสันร้อนแรงสีนี้ ได้แก่ มะเขือเทศ ส้มโอสีชมพู แตงโม ซึ่งมีประโยชน์ช่วยบำรุงปอด โรคมะเร็งที่หัวใจและปอด ผักผลไม้สีแดงช่วยป้องกันได

* สีแดง – ม่วง ผักผลไม้ที่ให้สีสันนี้ ได้แก่ องุ่น ลูกพรุน แครนเบอร์รี่ แบล็กเบอร์รี่ สตรอว์เบอร์รี่ แอปเปิ้ลแดง สำหรับคนที่อยากได้ชื่อว่าเป็นคนฉลาดควรต้องรับประทานผัก ผลไม้ในกลุ่มนี้ เพราะผลไม้สีแดง-ม่วง จะเข้าไปช่วยบำรุงการทำงานของเซลล์สมอง ใครอยากเป็นอัจฉริยะก็ต้องรับประทานผักผลไม้สีนี้กันเยอะๆ

* สีส้ม ผักผลไม้ในสีสันที่ยั่วยวนชวนรับประทานนี้ ได้แก่ แครอต มะม่วง แอปริคอต แคนตาลูป ฟักทอง มันฝรั่งหวาน ผลไม้จำพวกแตง พิเศษสุดสำหรับสาวๆ ที่อยากเป็นสาวสุขภาพดีและมีผิวพรรณที่เปล่งปลั่งนวลเนียนแล้วล่ะก็ ผักผลไม้สีส้มสามารถช่วยได้ แถมยังช่วยบำรุงสายตาอีกด้ว

* สีส้ม-เหลือง ผักผลไม้ในประเภทนี้ ได้แก่ ส้ม ส้มเขียวหวาน พีช มะละกอ เนคทารีน ซึ่งมีคุณสมบัติในการช่วยบำรุงหัวใจ และกระเพาะอาหาร และสำหรับคนที่มีปัญหาเรื่องการขับถ่ายหรือท้องผูก สีส้ม-เหลืองก็พอช่วยได้ และในสีส้ม-เหลืองนี้ยังมีวิตามินซีจำนวนมาก ผักผลไม้สีส้ม-เหลืองยังบำรุงระบบเซลล์ในร่างกาย และมีความสารถในการฆ่าเซลล์มะเร็งในร่างกายของมนุษย์และสัตว์ได้อีกด้วย

* สีเหลือง-เขียว ผักผลไม้ประเภทนี้ ได้แก่ ผักขม อโวคาโด แตงโมฮันนีดิว กะหล่ำเขียว ผักกาดเทอร์นิพ ข้าวโพดเหลือง ถั่วลันเตา ผักผลไม้สีนี้มีประโยชน์ช่วยบำรุงตับของเราให้แข็งแรง และยังกระตุ้นระบบการฟอกของเสียต่างๆ ในร่างกายอีกด้วย ส่วนสาวๆ ที่กังวลเรื่องริ้วรอยเหี่ยวย่นบนใบหน้าสีเหลือง-เขียว ก็สามารถกำจัดริ้วรอยที่ไม่พึงประสงค์ออกไปได้

* สีเขียว ผักผลไม้ประเภทนี้ ได้แก่ บร็อกโคลี่ หัวกะหล่ำปลี กะหล่ำปลี กะหล่ำปลีจีน ผักกวางตุ้ง ผักคะน้า ผักบุ้ง แน่นอนว่าที่เราเคยได้ยินผู้ใหญ่พูดกันเสมอๆ ว่ากินผักบุ้งจะทำให้ตาหวาน เพราะว่าพืชผักผลไม้สีเขียวนี้จะมีวิตามินเอเยอะ ซึ่งจะเป็นตัวช่วยในการบำรุงสายตาของเราให้มีสุขภาพดี

* สีขาว-เขียว ผักผลไม้ในประเภทสุดท้ายนี้ ได้แก่ กระเทียม ใบกระเทียม หัวหอม ขึ้นฉ่าย ลูกแพร์ ใบเอนไดฟ์ ประโยชน์ของผักผลไม้สีนี้ก็คือ ช่วยในการทำงานของระบบหมุนเวียนต่างๆ ภายในร่างกาย โดยเฉพาะหัวใจ ใครไม่อยากเป็นโรคหัวใจก็ต้องบริโภคผักผลไม้สีขาว-เขียวกันเยอะๆ 

ได้รู้กันแล้วว่าผักผลไม้ทั้ง 7 สี แบ่งเป็นสีสันประเภทไหนกันบ้าง ตอนนี้ก็เหลือแค่ว่าเราจะเลือกรับประทานยังไงบ้างให้เหมาะกับเรานะคะ 

ขอบพระคุณที่มาจาก นสพ.ข่าวสด
ภาพจาก pinterest
————————–————————–
 ชอบ กด ” Like & Share” แบ่งปันสุขภาพดีๆ ให้กับคนที่คุณรัก เป็นกำลังใจให้ แอดมินด้วยนะคะ ขอบคุณค่ะ Be Healthy
————————–————————–

ด้วยความปราถนาดีจาก กาโน กาแฟผสมเห็ดหลินจือ

18 เม.ย. 2014 วุ้นดอกกระเจี๊ยบ

140418

ดอกกระเจี๊ยบ (จริงๆ แล้วเป็นส่วนของกลีบรองดอกและกลีบเลี้ยง) เป็นสมุนไพรที่ได้รับความนิยมมาตั้งแต่สมัยคุณตาคุณยาย เพราะมีประโยชน์กับทุกเพศทุกวัย ทั้งสรรพคุณช่วยขับปัสสาวะ ลดความดันโลหิต ลดไขมันในเลือด สำหรับผู้สูงวัย นอกจากนี้ยังช่วยบำรุงธาตุ และบำรุงกำลัง 

ประเทศต่างๆ ที่ใช้กระเจี๊ยบเป็นยา เช่น ในแอฟริกาใต้ใช้เมล็ดกระเจี๊ยบต้มกิน เป็นยาขับปัสสาวะ และเป็นยาบำรุง และใช้น้ำมันจากเมล็ดรักษาแผลให้อูฐ ในแอฟริกาตะวันออกใช้ใบต้มน้ำกินแก้ไอ ลดความดันโลหิตสูง ขับปัสสาวะ ลดคอเลสเตอรอล ลดความหนืดของเลือด ขับพยาธิ

ในอียิปต์ ใช้กลีบเลี้ยงต้มกินกับน้ำตาลวันละสามเวลา ใช้รักษาความดันโลหิตสูง ใช้ทั้งต้นต้มกินรักษาโรคหัวใจและโรคประสาท กินเป็นยาลดน้ำหนักเนื่องจากช่วยให้ระบายและยังใช้เป็นยาช่วยฆ่าเชื้อในลำไส้

ส่วนกัวเตมาลา ใช้น้ำตาลต้มกลีบเลี้ยงแห้งเป็นยาขับปัสสาวะ ยาลดการอักเสบของไต ในอินเดียและแม็กซิโกใช้กระเจี๊ยบเป็นยาเหมือนๆ กันและยังใช้กระเจี๊ยบในทางคล้ายๆ กัน คือ ใช้ใบต้มน้ำกินด้วยเชื่อว่าจะทำให้เลือดบริสุทธิ์ และใช้ตากแห้งต้มน้ำกินแก้ไ

ในประเทศไทย ใช้ใบสดและกลีบเลี้ยงทั้งสดและแห้งของกระเจี๊ยบต้มกิน แก้ไอ แก้นิ่ว ลดไข้ ขับน้ำดี โดยใช้ใบสด 30-60 กรัม ต้มหรือแกงกิน ใช้กลีบเลี้ยงแห้ง 5-10 กรัม ต้มน้ำหรือชงน้ำร้อนกิน 

จากการศึกษาทางวิทยาศาสตร์พบว่า การทดลองในหนูโดยใช้กลีบเลี้ยงแห้ง ในความเข้มข้น 5% ของอาหารที่เลี้ยงหนูนั้น สามารถลดคอเลสเตอรอลได้ ในความเข้มข้นของกลีบเลี้ยงกระเจี๊ยบ ในอาหารที่เท่ากัน คือ 5% นั้นยังสามารถลดไขมัน ลดไตรกลีเซอไรด์ในหนูได้เช่นกัน

นอกจากนั้นยังพบว่า จากการทดลองในแมว สารสกัดด้วยน้ำของกลีบเลี้ยงกระเจี๊ยบ เมื่อฉีดเข้าเส้นแล้ว มีฤทธิ์ลดความดัน ส่วนน้ำต้มจากการทดลองให้คนกิน สามารถลดความดันโลหิตได้ และมีฤทธิ์ขับปัสสาวะ โดยทำการทดลองในหนู เมื่อใช้น้ำต้มกลีบเลี้ยงในขนาด 1 กรัมต่อน้ำหนักตัวหนึ่งกิโลกรัม สามารถเป็นยาขับปัสสาวะที่แรงมาก และในขนาดที่เท่ากันนี้สามารถขับยูริคได้ดีในหนูเช่นกัน และน้ำต้มจากดอกทดลอง ในคนสามารถเป็นยาขับปัสสาวะ เป็นยาลดความดันโลหิตสูง เป็นยาลดการอักเสบของระบบทางเดินปัสสาวะ ภายหลังการผ่าตัดผู้สูงอายุที่เป็นนิ่วในไต ได้

ส่วนสารสกัดจากกลีบดอกของกระเจี๊ยบนั้น ช่วยระบายทำให้อุจจาระนุ่มขึ้น ช่วยลดอาการบวม ช่วยยับยั้งการสร้างอะฟลาท๊อกซิน ช่วยปกป้องไม่ให้ตับถูกทำลาย นอกจากนี้ยังมีคล้ายฤทธิ์ฮอร์โมนเอสโตรเจนในเพศหญิง ซึ่งอาจจะเป็นประโยชน์ต่อสตรีวัยทอง

ส่วนความเป็นพิษนั้น พบว่า การที่ทำให้หนูตายครึ่งหนึ่งนั้น ต้องกินน้ำสกัดกระเจี๊ยบ 129.1 กรัมต่อน้ำหนักหนูหนึ่งกิโลกรัม คือ ถ้าเปรียบเทียบกับให้คนกินแล้ว คนหนักประมาณ 60 กิโลกรัมจะต้องกินกระเจี๊ยบประมาณ 7.8 กิโลกรัม คิดว่าคนทั่วไปคงไม่มีปัญญากินอยู่แล้วล่ะ เพราะท้องจะแตกตายก่อนที่จะเป็นพิษจากกระเจี๊ยบ 

ประโยชน์เยอะแยะอย่างนี้ เลยนำสูตร วุ้นดอกกระเจี๊ยบ จากนิตยสารชีวจิต มาฝากเพื่อเป็นทางเลือกใหม่ในการรับประทานกระเจี๊ยบค่ะ
ส่วนผสม
ดอกกระเจี๊ยบสดล้างสะอาด 5-6 ดอก
ผงวุ้น 1 ¼ ช้อนชา
น้ำตาลทรายแดง ¼ ถ้วย
เกลือป่น ¼ ช้อนชา
น้ำสะอาด 2 ถ้วย
น้ำสะอาดเล็กน้อยสำหรับละลายผงวุ้น
วิธีทำ
1. เคี่ยวดอกกระเจี๊ยบกับน้ำ โดยใช้ไฟปานกลาง จนกระทั่งสีของดอกกระเจี๊ยบละลายออก จากนั้นตักดอกกระเจี๊ยบขึ้น
2. ละลายผงวุ้นกับน้ำเข้าด้วยกัน แล้วเทลงในน้ำต้มดอกกระเจี๊ยบ คนให้เข้ากัน
3. เติมน้ำตาลทรายแดงและเกลือลงไป คนจนละลาย เคี่ยวต่อจนส่วนผสมเริ่มข้นเล็กน้อย ปิดไฟ ยกลงจากเตา
4. เทส่วนผสมที่ได้ใส่พิมพ์ ตกแต่งด้วยดอกกระเจี๊ยบ พอส่วนผสมแข็งตัวเป็นวุ้น ตักออกจากพิมพ์พร้อมเสิร์ฟ
Tips
1. วิธีเลือกดอกกระเจี๊ยบ ให้เลือกดอกสด ขนาดใหญ่ กลีบดอกอวบ สมส่วน มีน้ำหนักดี
2. สามารถหั่นกลีบดอกกระเจี๊ยบที่เคี่ยวแล้วเป็นชิ้นเล็กๆ ใส่ลงไปขณะที่เคี่ยววุ้น ทำให้ได้คุณค่าทางอาหารเพิ่มขึ้น และช่วยให้วุ้นมีสีสันสวยงา

หมายเหตุ: ข้อมูลทางสุขภาพที่ทางเพจไม้ภูตะวันโพสต์ทั้งหมด มีจุดประสงค์เพื่อให้การศึกษาและให้ข้อมูลเท่านั้น ไม่ใช่วินิจฉัยหรือรักษาโรค และเพื่อความปลอดภัย ท่านผู้อ่านที่มีโรคประจำตัวหรือความเสี่ยงต่อโรคสูงจำเป็นต้องปรึกษาแพทย์ที่ดูแลท่านก่อนนำข้อมูลไปใช้.

ขอบคุณข้อมูลจาก cheewajit.com, hiso.or.th
ขอบคุณรูปจาก cheewajit.com

ด้วยความปราถนาดีจาก กาโน กาแฟผสมเห็ดหลินจือ