Archive for ◊ มกราคม, 2014 ◊

30 ม.ค. 2014 ทำไมอาหารไทยต้องมีสะระแหน่

140130

ทำไมอาหารไทยต้องมีสะระแหน่

สะระแหน่เป็นสมุนไพรคู่อาหารไทยมานานแล้วเพราะไม่เพียงแต่จะทำให้อาหารสวยน่ากิน มันยังมีประโยชน์ต่อร่างกายเพียบ

- สะระแหน่เป็นอาหารประเภทเย็น ถ้ากินเวลาเป็นไข้จะช่วยให้ไข้ลดลง ขับเหงื่อ แก้หวัด แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ ขับลมในกระเพาะ

- คนที่กำลังมีปัญหาเรื่องกลิ่นปาก ลองกลั้นใจเคี้ยวใบสะระแหน่สดๆ สัก 2-3 ใบลมหายใจที่เคยอัฟเฟรดจะเปลี่ยนเป็นกลิ่นหอมสดชื่น

- ทำงานมาทั้งวันจนมึน สมองไม่อยากสั่งงาน ถ้าได้ใบสะระแหน่สักหน่อยจะช่วยให้สมองโล่ง ปลอดโปร่งแถมยังช่วยเรื่องสายตาและบำรุงหัวใจด้วย

- ถ้าปวดหัว ปวดฟัน เจ็บคอ เจ็บปาก เจ็บลิ้น สูตรเด็ดเคล็ดชาวบ้านเขาให้ต้มใบสะระแหน่ 5 กรัม กับน้ำ 1 ถ้วย ใส่เกลือเล็กน้อย ดื่มวันละ 2 ครั้ง แล้วคุณจะลืมไปเลยว่าเคยไม่สบาย

- ประโยชน์ที่เร็ว แรง โดนใจที่สุดของสะระแหน่คือสามารถแก้พิษแมลงกัดต่อยได้ ด้วยการตำใบสะระแหน่ให้ละเอียด นำมาพอกที่ปากแผล จะช่วยให้อาการดีขึ้น

ดีอย่างนี้ไง อาหารไทยถึงขาดสะระแหน่ไม่ได้ ทำอาหารมื้อหน้าอย่าลืมสะระแหน่นะคะ

ขอขอบคุณ ที่มา : นิตยสาร Spicy

 ชอบ กด ” Like & Share” แบ่งปันข้อคิดดีๆ บทความสุขภาพดีๆ ให้กับคนที่คุณรัก เป็นกำลังใจให้ แอดมินด้วยนะคะ ขอบคุณค่ะ Be Healthy

ด้วยความปราถนาดีจาก กาโน กาแฟเห็ดหลินจือ

20 ม.ค. 2014 “ไลโคปีน” ช่วยต้านโรคร้าย

1522323_498971183548750_1857908257_n

7 สิ่งมหัศจรรย์ “ไลโคปีน” ช่วยต้านโรคร้าย

“ไลโคปีน” ชื่อนี้เริ่มติดหูคนไทยมาได้หลายปี เพราะมีการระบุว่า เป็นสารอาหารที่มีคุณประโยชน์ต่อร่างกายมหาศาล ช่วยสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคร้ายได้อย่างเด็ดดวง ส่วนจะมีประโยชน์ต่อร่างกายอย่างไรบ้างนั้น ลองต้องไปทำความรู้จักกับสารตัวนี้กันก่อน

“ไลโคปีน” เป็นสารชนิดหนึ่งในกลุ่มแคโรทีนอยด์ ที่พบมากในมะเขือเทศ แตงโม และพิงค์เกรปฟรุต หรือผลไม้ที่ให้สารสีแดง สีส้ม และสีเหลือง โดยมีประสิทธิภาพจำเป็นแก่ร่างกายตั้งแต่วัยเด็กจนถึงวัยชรา ทำหน้าที่ปกป้องการเสื่อมสภาพของเซลล์ในร่างกายจากการทำลายของสารอนุมูลอิสระ และป้องกันโรคร้ายต่างๆ

ซึ่งถ้าปล่อยให้ร่างกายมีสารอนุมูลอิสระมากจนเกินไป ซึ่งเป็นผลมาจากพฤติกรรมการเลือกรับประทานอาหารหรือดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือแม้แต่การออกกำลังกายมากเกินไป จะเป็นสาเหตุให้เซลล์ภายในร่างกายถูกทำลาย หรือที่เรียกว่า “ร่างกายอยู่ในสภาพขึ้นสนิม” ซึ่งเป็นสาเหตุการเกิดเซล์์มะเร็ง โรคเบาหวาน โรคไขมันอุดตันในเส้นเลือด เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ไลโคปีน เป็นสารอาหารธรรมชาติที่ร่างกายไม่สามารถผลิตและเก็บสะสมได้เหมือนสารอาหารชนิดอื่น โดยจะถูกนำมาใช้ในส่วนต่างๆ และขับออกจากร่างกายตลอดเวลา ซึ่งถ้าปริมาณไลโคปีนในร่างกายลดลง อาจส่งผลกระทบต่อการทำงานของระบบต่างๆ และเกิดโรคร้ายในที่สุด จึงต้องรับประทานอาหารเพื่อเพิ่มปริมาณไลโคปีนให้เพียงต่อความต้องการในแต่ละช่วงวัยด้วย

คราวนี้ มารู้จักความมหัศจรรย์ 7 อย่างของ “ไลโคปีน” กันว่า ช่วยดูแลปกป้องสุขภาพร่างกายให้เราได้อย่างไรบ้าง

1.สกัดกั้นปัจจัยที่ก่อให้เกิดมะเร็งแบบอยู่หมัด

จากการการศึกษาทางคลินิกในวารสารวิจัยมะเร็งปี 2542 พบว่า ผู้ชายร้อยละ 83 มีความเสี่ยงเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากลดลง เมื่อได้รับสาร “ไลโคปีน” ในเลือดสูงถึง 0.40 ไมโครกรัมต่อลิตร หรือเทียบเท่าการรับประทานผลิตภัณฑ์แปรรูปจากมะเชือเทศ เช่น สปาเก็ตตีซอสมะเขือเทศ 2 ครั้งต่อสัปดาห์ นอกจากนี้ ยังมีงานวิจัยโดยสถาบันวิจัยจากประเทศญี่ปุ่น ทำการสำรวจปริมาณการบริโภคมะเขือเทศในอตาลีตอนเหนือและตอนใต้ เพื่อป้องกันโรคมะเร็งในระบบทางเดินอาหาร พบว่า กลุ่มคนของอิตาลีตอนใต้ที่ใช้มะเขือเทศกับน้ำมันมะกอกเป็นวัตถุดิบพื้นฐานของอาหาร มีอัตราการเกิดโรคมะเร็งในระบบทางเดินอาหารต่ำกว่ากลุ่มคนของอิตาลีตอนเหนือ ส่วนใหญ่ซึ่งรับประทานแต่อาหารที่ทำจากเนย น้ำมันหมูกับเนื้อสัตว์เป็นหลัก

2.สลายไขมัน ให้เส้นเลือดคล่องตัว

งานวิจัยขากสาขาวิชาสารอาหารและระบาดวิทยา ภาควิชาสาธารณสุข มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด พบว่า ไลโคปีน มีประสิทธิภาพในการระงับอนุมูลอิสระที่จะทำลายผนังเยื่อหุ้มเซลล์ ซึ่งเป็นสาเหตุนำไปสู่โรคไขมันอุดตันในเส้นเลือด และนักวิจัยชาวฟินแลนด์ ได้รายงานผลการวิจัยล่าสุดที่ตีพิมพ์ในวารสารด้านประสาทวิทยา แสดงให้เห็นถึงการเชื่อมโยงระหว่างระดับไลโคปีนในเลือดนำไปสู่การป้องกันเส้นเลือดอุดตันในสมอง โดยหลังการติดตาม กลุ่มตัวอย่างที่เป็นชายวัยกลางคน จำนวน 1,000 คน เป็นเวลา 12 ปี พบว่า ชายที่มีระดับไลโคปีนในเลือดสูง มีส่วนสำคัญในการช่วยลดอัตราเสี่ยงการเกิดโรคเส้นเลือดสมองตีบ โรคไขมันอุดตันในเส้นเลือดทุกประเภท และป้องกันการเกิดเส้นเลือดอุดตันและลิ่มอุดตันได้มากถึง 59%

3.ลดภาวะเครียดออกซิเดชัน ภัยร้ายลมหายใจแรกของทารก

ออกซิเจนเป็นก๊าซธรรมชาติที่ในุษย์ต้องใช้หายใจตั้งแต่ลืมตาดูโลก แต่การได้รับมากเกินไป อาจส่งผลร้ายเช่นกัน โดยเฉพาะทารก หากรับปริมาณออกซิเจนมากเกินไป จนกลายเป็นต้นเหตุให้เกิดอนุมูลอิสระในชั่ววินาทีแรกของลมหายใจหรือ ภาวะเครียดออกซิเดชัน (Oxidative Stres) เพื่อการสร้างภูมิคุ้มกันให้ทารก ในระยะตั้งครรภ์คุณแม่ต้องเน้นรับประทานอาหารที่อุดมไปด้วยไลโคปีน เช่น มะเขือเทศ ซึ่งจะส่งไลโคปีนจากแม่สู่ลูกในครรภ์ผ่านสายสะดือ และในน้ำนม

4.ช่วยวัยรุ่น “ไดเอ็ท”

ช่วงวัยรุ่นร่างกายจะมีการแบ่งเซลล์เพื่อการเจริญเติบโตเป็นจำนวนมาก หนึ่งในนั้นคือเซลล์ไขมันที่เป็นสาเหตุของโรคอ้วน หากร่างกายมี “ไลโคปีน” ในเลือดเป็นจำนวนมาก ก็เปรียบเสมือนการมีตัวช่วยจำนวนมหาศาลในการยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์ไขมัน

5.บาลานซ์น้ำตาลในร่างกายของวัยทำงาน

การบริโภคของคนไทยในปัจจุบันออกจะติดหวานกันอยู่ค่อนข้างมาก รวมไปถึงการบริโภคน้ำอัดลมที่เต็มไปด้วยน้ำตาล และนำไปสู่โรคเบาหวานในอนาคต ซึ่งประเทศไทยมีความเสี่ยงป่วยเป็นโรคเบาหวานสูงถึง 6.9% ซึ่งจากการวิจัยพบว่า การรับประทานมะเขือเทศที่มี “ไลโคปีน” มีประสิทธิภาพในการควบคุมและลดระดับน้ำตาลในเลือด หรือป้องกันภาวะความไวต่ออินซูลิน นอกจากนี้ มะเขือเทศยังมี “กรดซิตริก” ที่ช่วยยับยั้งการดูดซึมน้ำตาลกลูโคสที่เกิดจากปฏิกิริยาเคมีของออกซิเจนที่เปลี่ยนแป้งให้เป็นน้ำตาล

6.ล้างเส้นเลือดสะอาดหมดจน

คอเลสเตอรอลมีประโยชน์ในการเสริมสร้างพลังงานให้แก่ร่างกาย แต่ถ้ามีปริมาณมากจนเกินไป โดยเฉพาะชนิดเลว อาจส่งผลเสียต่อร่างกาย ซึ่ง “ไลโคปีน” ในมะเขือเทศมีประสิทธิภาพพิเศษที่ช่วยสกัดปฏิกิริยาออกซิเดชันของคอเลสเตอรอลไม่ดีที่อยู่ในผนังหลอเลือด พร้อมช่วยลดคอเลสเตอรอลไม่ดีในกระแสเลือด และป้องกันโรคหลอดเลือดแดงแข็งตัว

7.ป้องกันโรคความจำเสื่อมก่อนวัยชรา

เมื่ออายุเพิ่มมากขึ้นร่างกายก็ยิ่งสะสมสารอนุมูลอิสระที่ทำร้ายเซลล์ต่างๆ ในร่างกาย โดยเฉพาะเซลล์ประสาทที่หน้าที่เกี่ยวกับการเรียนรู้จดจำ ทำให้คนชราบางคนเกิดอาการหลงลืมหรือสับสนต่อเหตุการณ์ต่างๆ หากคนในวัยชรารับประทาน “ไลโคปีน” ก็จะช่วยยับยั้งการทำลายเซลล์ของสารอนุมูลอิสระและผลักออกจากร่างกายในเวลาต่อมา

ทั้งนี้ แม้จะทราบกันดีว่า “ผักและผลไม้” มีคุณประโยชน์ต่อร่างกาย แต่หลายคนก็ยังคงเลือกไม่รับประทานอยู่ดี เพราะแค่คิดว่าจะต้องตักเข้าปากก็เกิดอาการ “เหม็นเขียว” ขึ้นมา จนให้กลืนไม่ลงอยู่ร่ำไป ไม่เพียงแต่ผักใบเขียวเท่านั้น แม้แต่ผักและผลไม้สีอื่นๆ เมื่อถูกประดับเข้ามาในจาน ก็ไม่วายถูกเขี่ยทิ้งไปไว้ข้างๆ เช่นกัน

การเมินหน้าอาหารที่มีประโยชน์เช่นนี้ ก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้สุขภาพของคนไทยย่ำแย่ลงทุกวัน โรคเรื้อรังไม่ว่าจะเป็นความดัน เบาหวาน หรือแม้แต่มะเร็ง ก็ทวีจำนวนผู้ป่วยขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้น บอกลาอาการ “ยี้” ผักและผลไม้เสียตั้งแต่วันนี้ แล้วมองให้ไกลถึงคุณประโยชน์ของมะเขือเทศ รวมถึงผักผลไม้ชนิดอื่น นอกจากสุขภาพร่างกายจะดีในระยะยาวแล้ว

ความมหัศจรรย์ของธรรมชาติอย่าง “ไลโคปีน” ยังสามารถช่วยเพิ่มเกราะป้องกันโรคร้ายให้กับร่างกายได้อีกด้วย เหมือนสำนวนที่ว่า “หวานเป็นลม ขมเป็นยา”

ขอบคุณ : ASTVผู้จัดการออนไลน์

¸¸¸.•*´¯`❀¸¸¸.•*❀ —¸¸¸.•*´¯`❀¸¸¸.•*❀ —
Be Healthy Online
สนับสนุนให้มีสุขภาพดี รูปร่างดี และมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

ด้วยความปราถนาดีจาก กาโน กาแฟเห็ดหลินจือ

15 ม.ค. 2014 ความสำคัญของมื้อเช้า

1546127_496191027160099_1355660145_n

อาการ “หิวเร็ว” จะเกิดกับคนที่ไม่ได้กินอาหารเช้า จะหิวง่ายขึ้นในช่วงสาย ที่สำคัญคือ “หิวเร็ว” ยังไม่ทันถึงมื้อเที่ยงก็แทบจะหน้ามืด เพราะการอดข้าวเช้าทำให้ร่างกายเกิดภาวะน้ำตาลต่ำ ซึ่งกระตุ้นให้หิวรุนแรงขึ้นได้มาก แต่หากรับประทานมื้อเช้าเป็นประจำ จะช่วยลดการกินจุกจิกลง ลดน้ำหนักได้ดีด้วยนะคะ ถ้าหากไม่มีเวลา ดื่มนมกับซีเรียล ก็ดีกว่าไม่ทานอะไรเลยนะคะ ว่าแล้วมาทานอาหารเช้ากันค่ะ ^_____^

cr: น.พ.กฤษดา ศิรามพุช 

ด้วยความปราถนาดีจาก กาโน กาแฟเห็ดหลินจือ

15 ม.ค. 2014 นิสัยดี ๆ ที่ควรสร้าง

1538916_496221567157045_1323352953_n

นิสัยดี ๆ ที่ควรสร้าง 

1. กินอาหารเช้าที่อุดมด้วยโปรตีนในช่วง 30 นาทีหลังตื่นนอน ทุกคนคงรู้อยู่แล้วว่าอาหารเช้าคือมื้อที่สำคัญที่สุดของวัน และอาหารโปรตีนสูงจะเพิ่มการเผาผลาญสูงขึ้น เมื่อเทียบกับอาหารเช้าแบบคาร์โบไฮเดรตสูง

2. เพิ่มความยืดหยุ่น เรามักตื่นมาด้วยร่างกายที่แข็งเกร็งเพราะอยู่ในท่าเดียวตลอดทั้งคืน การยืดเหยียดกล้ามเนื้อเบา ๆ จะช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อเพิ่มความกระฉับกระเฉง และลดอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อได้ในระยะยาว เช่นเดียวกับตอนก่อนนอน การยืดกล้ามเนื้อก็ช่วยเรื่องการไหลเวียนโลหิต ช่วยให้ผ่อนคลาย และนอนหลับได้ดีขึ้น

3. ออกไปข้างนอกอย่างน้อยวันละ 30 นาที การได้รับแสงแดดอ่อน ๆ ยามเช้าทำให้ร่างกายได้สร้างวิตามินดีที่เราไม่สามารถได้จากอาหารเพียงอย่างเดียว และสำคัญต่อสุขภาพกระดูก โรคหัวใจ และมะเร็งบางชนิด ลองหาเวลาออกไปข้างนอกให้ได้อย่างน้อยวันละ 30 นาที เพื่อรับแดดและได้สูดอากาศบริสุทธิ์

4.หาที่เงียบ ๆ อยู่คนเดียว โซเชียลเน็ตเวิร์กทำให้เราถูกเข้าถึงได้ทุกที่ทุกเวลา และเกิดการรับข้อมูลจนล้น ลองหาเวลาและที่เงียบ ๆ อยู่คนเดียวจะแค่ 5 หรือ 10 นาทีก็ได้ ปิดโทรศัพท์หลับตา และผ่อนคลาย ด้วยการตั้งสมาธิกับลมหายใจ อย่ากังวลอะไร นี่ไม่ใช่เวลาที่จะกังวลเรื่องเดดไลน์ หรือบิลค่าใช้จ่าย การทำสมาธิช่วยลดความเครียด เพิ่มความสุข เพิ่มภูมคุ้มกัน และลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ

5. ลุกจากทำงานเป็นระยะ ลองคิดดูซิว่าคุณใช้เวลานั่งโต๊ะนานแค่ไหน ยืนขึ้นและลุกออกไปเป็นประจำ เพื่อป้องกันความเครียดทางสายตา และให้กล้ามเนื้อได้ผ่อนคลาย การนั่งนานเกินไปก็สร้างแรงกดให้หลังส่วนล่างจนอาจทำให้ปวดหลังได้

ฝากกด LIKE หน้าเพจ Be Healthy เป็นกำลังใจให้ด้วยค่ะ ขอบคุณค่ะ 

ด้วยความปราถนาดีจาก กาโน กาแฟเห็ดหลินจือ