Archive for ◊ ธันวาคม, 2013 ◊

21 ธ.ค. 2013 ถั่วฝักยาว + พริกหวานสีแดง = ป้องกันโลหิตจาง

131221

 

ถั่วฝักยาว + พริกหวานสีแดง = ป้องกันโลหิตจาง

** ข้อแนะนำ : ในการรับประทานอาหารแต่ละมื้อ ต้องรับประทานให้ครบ 5 หมู่ ในสัดส่วนที่พอเหมาะกับร่างกาย
ไม่มากหรือน้อยจนเกินไป นั่นก็คือการพิจารณาสัดส่วนอาหารให้เหมาะกับ วัย เพศ ขนาดของร่างกาย สุขภาพ และพฤติกรรมการใช้ชีวิตค่ะ

ขอบคุณ MThai
ภาพ: Be Healthy

ชอบกด Like & Share แบ่งปันสุขภาพที่ดี ความรู้ดีๆ ให้กับคนที่คุณรัก ฝากกด LIKE หน้าเพจ Be Healthy เป็นกำลังใจให้ด้วยค่ะ ขอบคุณค่ะ

18 ธ.ค. 2013 9 สิ่งทำได้ ไม่แก่ง่าย ไม่ตายเร็ว

1471841_483764071736128_2101952231_n9 สิ่งทำได้ ไม่แก่ง่าย ไม่ตายเร็ว


การมีอายุยืนยาว คือ สุดยอดปรารถนาของคนแทบทั้งหมด แต่น้อยคนนักที่จะรู้จักวิธีดูแลชีวิตเพื่อให้ตัวเองได้อยู่ดูโลกนานๆ ซ้ำร้ายไปกว่านั้นคนจำนวนไม่น้อยกลับใช้ชีวิตอย่างประมาท โดยไม่รู้ว่าสิ่งที่ตัวกระทำอยู่ในแต่ละวันนั้น คือตัวการบั่นทอนชีวิตให้สั้นลงทุกขณะ

นพ.สง่า ดามาพงษ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการ กระทรวงสาธารณสุข ซึ่งถือว่าเป็นบุคคลต้นแบบในการใช้ชีวิต ได้กำหนดหลักโภชนบัญญัติอันเปรียบเสมือนคัมภีร์แห่งการกินไว้ 9 ประการ ซึ่งถ้าใครทำได้ตามนี้ รับรองว่าจะมีชีวิตยืนนาน

 โดยหลักโภชนาการ 9 ข้อที่ว่านั้น ประกอบไปด้วย

1. กินอาหารครบ 5 หมู่ หลากหลาย ได้สัดส่วน หมั่นดูแลน้ำหนักตัวเอง

2. กินข้าวเป็นอาหารหลัก โดยเฉพาะ ข้าวกล้อง มีประโยชน์มาก

3. กินพืชผักให้มากผลไม้กินเป็นประจำ เพราะในผลไม้มีสารอาหารช่วยให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกัน ไม่ทำให้เจ็บป่วย เป็นหวัด ประโยชน์ของผลไม้ จะนำเอาสารพิษ น้ำมัน น้ำตาล ออกจากร่างกาย ต้านมะเร็ง หากทานเป็นประจำ

4. กินปลา เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน ไข่ และเมล็ดถั่วเป็นประจำ

5. ดื่มนมให้เหมาะกับวัย ในวัยเด็กควรดื่มนมรสจืด วันละ 2-3 แก้ว ส่วนในวัยผู้ใหญ่ที่ปกติ ดื่มนมรสจืดวันละ 1-2 แก้ว แต่สำหรับผู้ใหญ่ที่มีปัญหาเรื่องสุขภาพควรดื่มนมพร่องมันเนยวันละ 1-2 แก้ว หรือปลาที่กินได้ทั้งกระดูก และผักใบเขียว

6. หลีกเลี่ยงอาหารรสจัด เช่น เค็มจัด หวานจัด ไม่ว่าจะเป็นน้ำตาล เกลือโซเดียม ที่มากับอาหารเค็ม ของดอง กะปิ น้ำปลา เหล่านี้ก่อให้เกิดความดันโลหิตสูง หรือถ้าหวานมากเป็นพลังงานสูญเปล่า ถ้าร่างกายนำไปใช้ไม่หมดก็จะกลายเป็นไขมัน

7. กินอาหารที่มีไขมันแต่พอควร ให้พอดี ไม่มากเกินไป อย่างอาหารจำพวกผัด-ทอด ไขมัน เนย กะทิ พยายามกินให้น้อยลง

8. รับประทานอาหารสะอาด ปราศจากสารปนเปื้อน

9. งดหรือลดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

ดูแลสุขภาพกันด้วยนะคะ 
ดัวยความห่วงใยจากแอดมินค่ะ 


………………………………………………………..
ติดตามข้อมูลข่าวสารสุขภาพ โภชนาการอาหารที่ดี
ดูแลรูปร่างและการออกกำลังกายที่น่าสนใจ ได้ที่
Facebook : www.facebook.com/behealthyonline
หุ่นดี สุขภาพดี ขับถ่ายดี คลิ๊กwww.thaihealthcarecenter.com/sampling
………………………………………………………..

ด้วยความปรารถนาดีจาก กาโน กาแฟเห็ดหลินจือ

10 ธ.ค. 2013 อบอุ่นหน้าหนาวกับสมุนไพรพื้นบ้าน

1476580_479455552166980_151792851_n

 

อบอุ่นหน้าหนาวกับสมุนไพรพื้นบ้าน

ในช่วงปลายปีอากาศในบ้านเราจะเริ่มเย็นขึ้นโดยเฉพาะทางตอนเหนือของประเทศและบนที่สูงอากาศจะเย็นกว่าบริเวณอื่น อากาศที่เปลี่ยนแปลงนี้จะทำให้ร่างกายปรับสภาพไม่ทันเกิดการไม่สบายได้ง่าย 

โรคที่เกิดขึ้นได้บ่อยในช่วงที่อากาศเย็นคือไข้หวัด เนื่องมาเชื้อไวรัสต่างๆมีสภาพคงตัวและแพร่พันธุ์ได้รวดเร็ว อีกเหตุผลคือร่างกายของคนเราโดยเฉพาะเด็กเล็กและผู้สูงอายุร่างกายยังมีภูมิคุ้มกันที่ไม่ดีเพียงพอ เมื่อสัมผัสกับอากาศที่หนาวเย็นร่างกายก็ไม่สามารถปรับสภาพได้ทันจึงทำให้ร่างกายอ่อนแอรับเชื้อต่างๆ เข้าสู่ร่างกายได้ง่าย พืชผักสมุนไพรพื้นบ้านของเราเป็นตัวช่วยตัวหนึ่งที่จะช่วยทำให้ร่างกายอบอุ่นขึ้นได้ในหน้าหนาว

>> กระเทียม เป็นสมุนไพรที่เราใช้กันอยู่เป็นประจำอยู่แล้วในการปรุงประกอบอาหาร ตามตำราของแพทย์โบราณทางตะวันออกระบุถึงคุณสมบัติของกระเทียมเพื่อเพิ่มพลังในร่างกาย เพราะความร้อนของกระเทียมจะช่วยให้ร่างกายอบอุ่นขึ้นโดยเฉพาะหากเป็นกระเทียมสดจะยิ่งมีสารอัลลิซินที่มากกว่า สารตัวนี้มีประโยชน์ต่อร่างกายมีการศึกษาที่พบว่าสารในกระเทียมช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของการเกิดคออักเสบ และลดการเกิดไข้หวัดในฤดูหนาวได้ ข้อควรระวังในการรับประทานกระเทียมคือไม่ควรรับประทานครั้งละมากเกินไป (มากกว่า 10 กลีบ) ในช่วงที่ท้องว่างเพราะอาจทำให้เกิดการระคายเคืองต่อกระเพาะอาหาร สำหรับผู้ที่รับประทานยาในกลุ่มต้านการแข็งตัวของเลือดควรที่จะปรึกษาแพทย์ก่อนที่จะรับประทานกระเทียมในปริมาณสูงเป็นประจำเนื่องจากอาจส่งผลต่อฤทธิ์ของยา

>> ขิง เป็นหนึ่งในสมุนไพรพื้นบ้านที่มีใช้กันมานานทั้งตะวันออกและตะวันตก ขิงเป็นพืชที่มีรสเผ็ดร้อน เมื่อรับประทานเข้าไปจะช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือดในร่างกาย ให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันดีขึ้นลดการเกิดไข้หวัด ตามตำราแพทย์พื้นบ้านมีการใช้ขิงทั้งสดและแห้ง เพื่อแก้หวัด แก้ปวดหัว และแก้หนาว วิธีการรับประทานก็เพียงนำเอาขิงแก่มาต้มแล้วดื่มน้ำขิงก็จะทำให้ร่างกายอบอุ่นขึ้น หรืออาจเติมน้ำผึ้งในปริมาณเล็กน้อยเพื่อเพิ่มรสชาติ

>> หัวหอม โดยทางตำราแพทย์ทั้งแผนตะวันออกและตะวันตกนิยมใช้หัวหอมในการรักษาโรค โดยเฉพาะคุณสมบัติที่ทำให้ร่างกายอบอุ่น เพิ่มภูมิต้านทานโรคให้แก่ร่างกาย นิยมนำมาปรุงประกอบอาหารมากกว่าการรับประทานแบบสด นำมาทำเป็นซุปจะช่วยให้ร่างกายแข็งแรงจะสังเกตได้ว่าประเทศที่มีลักษณะอากาศหนาวจะมีอาหารที่ปรุงประกอบด้วยหัวหอม เช่น ซุปหัวหอมของทางยุโรป ซุปหัวหอมและไก่ของจีน ซุปหัวหอมและถั่วของทางตะวันออกกลางเป็นต้น แต่ควรระวังเพราะหากรับประทานมากเกินไปอาจจะทำให้เกิดร้อนในและไม่ควรรับประทานหัวหอมสดปริมาณมาก (มากกว่า 1 หัวสำหรับหัวหอมใหญ่และ 3 หัวสำหรับหัวหอมแดง) ในเวลาท้องว่างเพราะทำให้กระเพาะอาหารอักเสบได้

>> อบเชย ซึ่งนิยมนำมาปรุงประกอบอาหารทั้งคาวและหวาน กลิ่นของอบเชยจะเป็นกลิ่นที่ให้ความอบอุ่น จึงเป็นที่นิยมรับประทานในเวลาที่อากาศเย็น

>> กานพลู นิยมนำมาเป็นเครื่องเทศ เครื่องแกง คุณสมบัติหนึ่งของกานพลูคือลดการอักเสบ และฆ่าเชื้อต่างๆ ดังนั้นการบริโภคกานพลูในหน้าหนาวจะช่วยลดอาการไม่สบายลงได้

>> พริกสด มีสารสำคัญที่ชื่อว่าแคปไซซิน ซึ่งเป็นสารที่ให้ความเผ็ดร้อนให้ความอบอุ่น เนื่องจากหลังจากที่รับประทานพริกเข้าไปแล้วจะไปเพิ่มระบบเมตาโบลิซึมของร่างกายทำให้ร่างกายเพิ่มการทำงานการเผาผลาญความร้อนเพิ่มมากขึ้น และมีคุณสมบัติทางยาคือช่วยบรรเทาอาการหวัด คัดจมูก ลดเสมหะ ในพริกยังประกอบไปด้วยวิตามินอื่นอีกเช่น วิตามินซี วิตามินเอ ที่ช่วยเพิ่มสารต้านอนุมูลอิสระให้แก่ร่างกาย

>> พริกไทย จัดได้ว่าเป็นเครื่องเทศที่มีกันอยู่ทุกครัวเรือน ในอาหารไทยเรามักจะต้องมีพริกไทยเป็นส่วนประกอบช่วยให้อาหารมีกลิ่นและรสชาติที่อร่อยเพิ่มมากขึ้น พริกไทยมีคุณสมบัติเผ็ดร้อน ช่วยย่อยอาหารและขับเหงื่อทำให้ร่างกายอบอุ่นขึ้น ตามตำราแพทย์ตะวันออกระบุว่าในช่วงที่อากาศหนาวควรเสริมพริกไทยเพิ่มเติมในอาหารจะช่วยให้ร่างกายอบอุ่นและเพิ่มภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกาย

ขอบคุณ www.thaihealth.or.th

……………………..……………………..………….
ติดตามข้อมูลข่าวสารสุขภาพ โภชนาการอาหารที่ดี
ดูแลรูปร่างและการออกกำลังกายที่น่าสนใจ ได้ที่
Facebook : www.facebook.com/behealthyonline
หุ่นดี สุขภาพดี คลิ๊ก www.thaihealthcarecenter.com/sampling
……………………..……………………..………….

ด้วยความปรารถนาดีจาก กาโน กาแฟเห็ดหลินจือ

08 ธ.ค. 2013 ดื่มน้ำตอนไหนดีที่สุด

1476528_479217482190787_1400926920_n

การดื่มน้ำนอกจากจะทําให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งสดใสแล้ว ยังทําให้ระบบต่าง ๆ ภายในร่างกายทํางานได้ดีอีกด้วย
ใน 1 วัน ควรดื่มเท่าไหร่ ?

ในทุกๆวัน ร่างกายจะต้องสูญเสียน้ำผ่านทางการหายใจและการขับถ่าย จึงเป็นสิ่งที่จําเป็นมากที่จะต้องรับน้ำเข้าไปเพื่อทดแทนส่วนที่เสียไป และโดยปกติเราจะเสียน้ำจากการปัสสาวะเฉลี่ยวันละประมาณ 1.5 ลิตร และอีกเกือบถึง 1 ลิตรสำหรับ การหายใจและเหงื่อ ซึ่งถ้าคุณดื่มน้ำให้ได้วันละ 2 ลิตร (ประมาณ 8 แก้ว) ก็จะช่วยทดแทนการสูญเสียน้ำในส่วนนี้ได้

แต่สําหรับปริมาณน้ำที่ควรดื่มให้ได้ภายใน 1 วันเพื่อสุขภาพที่ดีของตัวคุณเองแล้ว ถ้าเป็นหนุ่ม ๆ ควรดื่มให้ได้วันละ 3 ลิตร (ประมาณ 13 แก้ว) ส่วนสาว ๆ วันละ 2.2 ลิตร (ประมาณ 9 แก้ว)

สําหรับสาว ๆ สปอร์ตี้เกิร์ล จะต้องดื่มน้ำในปริมาณที่เยอะกว่าคนปกติ ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับชนิดของกิจกรรมที่ทําด้วย ถ้าคุณออกกําลังกายในช่วงสั้น ๆ ก็ควรจะดื่มน้ำเพิ่มเข้าไปครั้งละ 1-2 แก้วหลังจากออกกําลังกายแล้ว แต่ถ้าเป็นช่วงยาว ๆ ละก็เพิ่มขึ้นอีกสัก 2-3 แก้วก็ น่าจะเพียงพอแล้ว

 ดื่มตอนไหน เวิร์กสุด ๆ 

>> ตื่นนอนตอนเช้า 1 แก้ว (400 ซี.ซี.) เพราะเป็นช่วงที่มีความเข้มข้นของเลือดสูง เลือดจะมีลักษณะขาดน้ำ

>> ตอนสายๆ 2 แก้ว (เวลาประมาณ 9 โมงถึง 10 โมงเช้า) ช่วงนี้เป็นช่วงที่มีของเสียเกิดขึ้น เพราะร่างกายได้ทํางานไประยะหนึ่งแล้ว ฉะนั้น จึงควรดื่มน้ำเพื่อมาชําระของเสียเหล่านั้นออกไป

>> ตอนบ่ายๆ 3 แก้ว (เวลาประมาณบ่ายโมงถึงบ่ายสอง)

>> ตอนเย็น 3 แก้ว (เวลาประมาณ 1 ทุ่มถึง 2 ทุ่ม)

>> ก่อนนอน ให้ดื่มน้ำอีก 1 แก้ว เพื่อให้น้ำที่ดื่มไหลเวียนชะล้างสิ่งตกค้างในลําไส้และกระเพาะอาหาร และยิ่งถ้าเป็นน้ำอุ่นด้วยแล้วจะยิ่งช่วยให้หลับสบายยิงขึ้น

เพื่อสุขภาพที่ดี ดื่มน้ำเปล่าให้ได้วันละ 8-10 แก้ว หรือ 2 ลิตร นะคะ 

image cr: sanook.com
……………………..……………………..………….
ติดตามข้อมูลข่าวสารสุขภาพ โภชนาการอาหารที่ดี
ดูแลรูปร่างและการออกกำลังกายที่น่าสนใจ ได้ที่
Facebook : www.facebook.com/behealthyonline
ลดพุง ลดน้ำหนัก ดูแลสุขภาพ คลิ๊กwww.thaihealthcarecenter.com/sampling
……………………..……………………..………….

ด้วยความปรารถนาดีจาก กาโน กาแฟเห็ดหลินจือ

08 ธ.ค. 2013 คอเคล็ด เพราะตกหมอน

1457586_479223512190184_1717265914_n

4 วิธีแก้คอเคล็ด เพราะตกหมอน

“โอ๊ย… ช่วยด้วยหันคอไม่ได้” …คุณล่ะเคยไหมคะ ที่บางครั้งหลังตื่นนอนไม่สามารถหันคอหรือเอียงคอได้ เพราะคอเคล็ดหรือคอแข็ง อย่างที่เราเรียกว่า “ตกหมอน” นั่นเอง

เรามีเคล็ดลับง่าย ๆ ไว้ช่วยบรรเทาอาการปวดเมื่อยจากการตกหมอนมาฝากค่ะ 

1. อย่าพยายามเคลื่อนไหวคอและให้อยู่นิ่ง ๆ โดยการนอนราบชั่วคราว เพื่อให้กล้ามเนื้อคอได้พัก 

2. ประคบร้อน ด้วยกระเป๋าน้ำร้อน หรือผ้าชุบน้ำอุ่นบริเวณกล้ามเนื้อต้นคอที่เจ็บประมาณ 20-30 นาที และกดนวดบริเวณคอเพื่อช่วยให้กล้ามเนื้อคลายตัว อาการจะค่อย ๆ ดีขึ้น 

3. ดัดยืดคอด้วยตนเอง โดยใช้มือช่วยดันศีรษะไปในทิศทางที่เกิดอาการตึงช้า ๆ จนรู้สึกตึงเล็กน้อยแต่ไม่เจ็บ ดันค้างไว้ประมาณ 10-15 วินาที แล้วทำซ้ำ 5-10 ครั้ง จนเริ่มรู้สึกทุเลาลง 

4. นวดเบา ๆ โดยใช้มือบีบลงบนแนวของกล้ามเนื้อที่รู้สึกปวดเมื่อย ให้แรงบีบพอประมาณที่ทำให้รู้สึกแน่นตึงและไม่เจ็บ บีบและคลายเป็นจังหวะ การประคบร้อนก่อนการนวดจะช่วยให้นวดได้ง่ายขึ้น และผ่อนคลายกล้ามเนื้อได้เร็วขึ้น 

ข้อควรระวัง ไม่ควรกดบีบหรือยืดกล้ามเนื้อจนรู้สึกเจ็บ เพราะจะทำให้กล้ามเนื้อเกร็งตัวมากขึ้น และไม่ควรให้ผู้อื่นดัดคอหรือจับเส้นเด็ดขาด เพราะจะทำให้อักเสบและเรื้อรังได้ ถ้ายังไม่หายค่อย ๆ ฝึกออกกำลังกล้ามเนื้อหรือปรึกษานักกายภาพบำบัด

ปกติอาการปวดคอมักจะหายภายใน 1-2 วัน ถ้าอาการรุนแรงขึ้นหรือยังไม่หายสนิท ให้รีบปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงและรักษาให้ถูกต้องค่ะ

ขอบคุณ : ชีวจิต
……………………..……………………..………….
ติดตามข้อมูลข่าวสารสุขภาพ โภชนาการอาหารที่ดี
ดูแลรูปร่างและการออกกำลังกายที่น่าสนใจ ได้ที่
Facebook : www.facebook.com/behealthyonline
ลดพุง ลดน้ำหนัก ดูแลสุขภาพ คลิ๊กwww.thaihealthcarecenter.com/sampling
……………………..……………………..………….

ด้วยความปรารถนาดีจาก กาโน กาแฟเห็ดหลินจือ