Archive for ◊ พฤศจิกายน, 2013 ◊

30 พ.ย. 2013 สมุนไพรต้านโรค หน้าหนาว

131130

เข้าสู้หน้าหนาวแล้ว หาสมุนไพรทานต้านโรคหน้าหนาวกัน

เริ่มเข้าสู่หน้าหนาวกันแล้ว ช่วงปลายฝนต้นหนาวอากาศเปลี่ยนแปลงหลายคนมีอาการเจ็บป่วย โดยเฉพาะในเด็กเล็ก และผู้ที่ร่างกายอ่อนแอมักป่วยบ่อยในช่วงนี้ มาดูแลรักษาสุขภาพป้องกันโรคด้วยสมุนไพรไทยด้วย คำแนะนำเกี่ยวกับสมุนไพรต้านภัยหนาวของนายแพทย์นรา นาควัฒนานุกูล อธิบดีกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกโดยศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ ได้นำคำแนะนำมาจัดทำเป็นอินโฟกราฟฟิค รายละเอียดดังนี้ 

1. หอมแดง ช่วยบรรเทาอาการไข้หวัดสำหรับเด็กได้ 
วิธีใช้แก้ไข้หวัดสำหรับเด็ก ใช้หอมแดงล้างให้สะอาดและทุบวางไว้ที่หัวนอนเด็ก หรือใส่ในกะละมังอาบน้ำ ทำติดต่อกันสัก 3 วันอาการจะดีขึ้น

2. ฟ้าทะลายโจร ช่วยแก้ไข แก้ไอ เจ็บคอ และแก้ท้องเสีย
วิธีใช้แก้ไข้หวัด ใช้ใบและกิ่งตากให้แห้ง 3 กรัม นำมาต้ม ดื่มก่อนอาหารวันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น เวลามีอาการ

3. มะนาว ช่วยขับเสมหะ แก้ไอ เหงือกบวม 
วิธีใช้แก้ไอ คั้นน้ำส้มใส่เกลือเล็กน้อยแล้วจิบบ่อยๆ หรือเติมน้ำตาลเล็กน้อยเพื่อให้ดื่มง่าย

4. กล้วยดิบ ช่วยแก้อาการท้องเสีย
วิธีใช้แก้ท้องเสีย นำกล้วยดิบมาหั่นบางๆ ตากให้แห้งและบดให้ละเอียดใช้ผงกล้วย 1-2 ช้อนโต๊ะใส่ในถ้วยน้ำชาและเอาน้ำผึ้งผสม 1 ช้อนโต๊ะ ดื่มแก้ท้องเสีย

ที่มา : ศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ
……………………..……………………..………….
ติดตามข้อมูลข่าวสารสุขภาพ โภชนาการอาหารที่ดี
ดูแลรูปร่างและการออกกำลังกายที่น่าสนใจ ได้ที่
Facebook : www.facebook.com/behealthyonline
หุ่นดี สุขภาพดี คลิ๊ก www.thaihealthcarecenter.com/sampling
……………………..……………………..………….

ด้วยความปรารถนาดีจาก กาโน กาแฟเห็ดหลินจือ

25 พ.ย. 2013 ประโยชน์ 10 ประการของไข่

131125

ประโยชน์ 10 ประการของไข่ 

ไข่ ซึ่งจัดได้ว่าเป็นอาหารหลักของคนทุกชนชั้นทุกชาติ จากประโยชน์ที่ไข่มอบให้กับร่างกายของคนเรานั่นเอง และต่อไปนี้คือ ประโยชน์ 10 ประการจากการบริโภคไข่ ซึ่งบางอย่างคุณอาจจะไม่เคยรู้มาก่อน

1. ไข่เป็นอาหารที่ดีสำหรับดวงตา ผลการศึกษาชิ้นหนึ่งพบว่า การรับประทานไข่วันละฟองอาจจะช่วยป้องกันโรคจอประสาทตาเสื่อม ทั้งนี้เนื่องมาจากสารคาโรทีนอยด์ที่อยู่ในไข่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ลูทีน(lutein) และซีแซนทีน (zeaxanthin) ซึ่งเป็นสารที่พบบริเวณตา โดยฉาบอยู่บนผิวของเรตินา เพราะร่างกายจะได้รับสารอาหารทั้งสองอย่างนี้โดยตรงจากไข่มากกว่าอาหารชนิด อื่น

2. ไข่ทำให้เป็นต้อกระจกน้อยลง จากผลการวิจัยอีกชิ้นหนึ่งนักวิจัยยังพบว่า คนที่กินไข่ทุกวันมีความเสี่ยงที่จะเป็นต้อกระจกน้อยลง อันเนื่องมาจากลูทีนและซีแซนทีนในไข่ดังได้กล่าวมาแล้ว

3. ไข่อุดมไปด้วยโปรตีน โดย 1 ฟองจะมีโปรตีนคุณภาพดี 6 กรัม และกรดอะมิโนสำคัญอีก 9 ชนิด

4. ผลจากการทำวิจัยโดยมหาวิทยาลัยแพทย์ฮาร์วาร์ดพบว่า ไม่มีความเชื่อมโยงที่สำคัญระหว่างการบริโภคไข่กับการเกิดโรคหัวใจ แถมยังมีผลการวิจัยอีกชิ้นหนึ่งที่พบว่า การบริโภคไข่เป็นประจำยังช่วยป้องกันเลือดจับตัวเป็นก้อน เส้นเลือดอุดตันในสมอง และภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน

5. ไข่เป็นแหล่งโคลีนที่ดี โดยโคลีนอยู่ในกลุ่มของวิตามินบี จัดเป็นสารอาหารสำคัญที่ช่วยในการควบคุมการทำงานของสมอง ระบบประสาท และระบบไหลเวียนของเลือด โดยไข่ 1 ฟองจะมีโคลีนมากถึง 300 ไมโครกรัม

6. ไขมันในไข่มีคุณภาพดี ไข่ 1 ฟองมีไขมันอยู่ 5 กรัม และมีเพียง 1.5 กรัมเท่านั้นที่เป็นไขมันชนิดอิ่มตัว

7. แม้ว่าออกจะขัดแย้งกับความเชื่อเดิมๆ แต่งานวิจัยชิ้นใหม่กลับพบว่า การบริโภคไข่แต่พอสมควรจะไม่ส่งผลกระทบเชิงลบต่อปริมาณคอเลสเตอรอล มิหนำซ้ำยังมีการศึกษาพบเมื่อเร็วๆ นี้ว่า การบริโภคไข่วันละ 2 ฟองเป็นประจำวันไม่มีผลกระทบต่อระดับไขมันในร่างกาย มิหนำซ้ำอาจจะช่วยทำให้ไขมันดีขึ้น โดยผลการวิจัยกล่าวว่า ไขมันอิ่มตัวจะทำให้ระดับคอเรสเตอรอลเพิ่มสูงขึ้นมากกว่าคอเลสเตอรอลที่อยู่ ในอาหาร

8. กินไข่ได้วิตามินดี เพราะไข่เป็นอาหารเพียงชนิดเดียวที่เป็นแหล่งวิตามินดีตามธรรมชาติ

9. ไข่อาจจะช่วยป้องกันมะเร็งเต้านม โดยผลการศึกษาชิ้นหนึ่งพบว่า ผู้หญิง ที่รับประทานไข่ 6 ฟองต่อสัปดาห์ช่วยลดความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งเต้านมลงร้อยละ 44

10. ไข่ทำให้เส้นผมและเล็บมีสุขภาพ ดี เพราะว่าไข่มีซัลเฟอร์สูง รวมถึงยังมีวิตามินและแร่ธาตุอีกหลายชนิด หลายคนจึงพบว่าผมยาวเร็วขึ้นหลังจากที่เพิ่มไข่เข้าไปในอาหารที่รับประทาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคนที่เคยขาดอาหารที่มีซัลเฟอร์หรือวิตามินบี12 มาก่อน

>> การบริโภคไข่ให้เหมาะสม <<
————————–———
แม้ว่าไข่จะมีคุณประโยชน์มากมาย แต่หลายคนก็ยังกังวล ฉะนั้นการกินไข่ในปริมาณที่เหมาะสมกับวัย ควบคู่กับการออกกำลังกายเป็นประจำจึงน่าจะเป็นทางเลือกที่ดี โดยคนแต่ละวัยสามารถบริโภคไข่ได้ดังนี้

- เด็กอายุ 1 ปีจนถึงเด็กวัยเรียนสามารถบริโภคไข่ได้วันละ 1 ฟอง

- ผู้ใหญ่ที่มีภาวะร่างกายปกติสามารถบริโภคไข่ได้ 3-4 ฟองต่อสัปดาห์

- คนวัยทำงานสุขภาพ ดี สามารถบริโภคไข่ได้วันละ 1 ฟองทุกวัน ไม่เพิ่มคอเลสเตอรอลและไม่ทำให้เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ

- กลุ่มผู้ป่วยที่เป็นโรคหัวใ หรือโรคที่ต้องหลีกเลี่ยงอาหารที่มีคอเลสเตอรอลสูงสามารถบริโภคไข่เพียง 1 ฟองต่อสัปดาห์ หรือตามคำแนะนำของแพทย์

(ปล. หมายถึงไข่ต้มหรือไข่ที่ปรุงสุกที่ไม่ได้ผ่านการปรุงแต่งรสชาติ แต่ถ้าเป็นไข่ดาว ไข่เจียว ไข่เค็ม ไข่เยี่ยวม้า ฯลฯ ก็จะต้องได้รับสารที่แตกต่างมากน้อยขึ้นอยู่กับองค์ประกอบของชนิดอาหาร )

ชอบกด Like & Share แบ่งปันสุขภาพที่ดีให้กับคนที่คุณรัก
ฝากกด LIKE หน้าเพจ @Be Healthy เป็นกำลังใจให้ด้วยค่ะ ขอบคุณค่ะ 

……………………..……………………..………….
ติดตามข้อมูลข่าวสารสุขภาพ โภชนาการอาหารที่ดี
ดูแลรูปร่างและการออกกำลังกายที่น่าสนใจ ได้ที่
Facebook : www.facebook.com/behealthyonline
หุ่นดี สุขภาพดี คลิ๊ก www.thaihealthcarecenter.com/sampling
……………………..……………………..………….

ด้วยความปรารถนาดีจาก กาโน กาแฟเห็ดหลินจือ

24 พ.ย. 2013 น้ำ…สำคัญ แค่ไหน…ใครรู้บ้าง

131124

น้ำ…สำคัญ แค่ไหน…ใครรู้บ้าง

ร่างกายของมนุษย์มีน้ำอยู่ในร่างกายถึง 70 % น้ำที่เราดื่มต้องมีปริมาณที่เพียงพอ สะอาด และมีคุณภาพ ปริมาณน้ำที่ร่างกายต้องการต่อวันเพื่อสร้างความสมดุลก็คือ วันละไม่ต่ำกว่า 8 แก้ว (แก้วละ 250 ซีซี) นั่นหมายถึงน้ำดื่มที่สะอาด

 ประโยชน์ของน้ำ 

1. ในสมองมีน้ำถึง 80 % หากน้ำไม่เพียงพอ จะให้เกิดอาการผิดปกติ เช่น ปวดศีรษะ เครียด ความจำสั้น
2. ช่วยในการขับถ่ายของเสียออกจากร่างกาย ทั้งทางอุจจาระ ปัสสาวะ รูขุมขน
3. น้ำเป็นส่วนประกอบของอวัยวะต่างๆในร่างกาย เช่น ช่วยในการเผาผลาญไขมัน กระบวนการเคลื่อนไหวของลำไส้ การกรองของเสียจากไต
4. ช่วยป้องกันอาการท้องผูก เพราะน้ำจะช่วยในการขับถ่ายให้สะดวกขึ้น
5. บำรุงสายตาให้ชุ่มชื้น
6. ช่วยลดกลิ่นปาก
7. การดื่มน้ำเป็นประจำจะช่วยลดโอกาสในการเป็นโรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน
8. ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันโรคและช่วยลดการติดเชื้อได้
9. ช่วยลดอาการไข้สูง
10. ผิวพรรณชุ่มชื้น ไม่แห้งกร้าน ลดฝ้า จุดด่างดำ

ดื่มน้ำเปล่าดีกับสุขภาพ ช่วยดูแลทุกระบบในร่างกายของเรา มาดื่มน้ำกันนะคะ 

……………………..……………………..………….
ติดตามข้อมูลข่าวสารสุขภาพ โภชนาการอาหารที่ดี
ดูแลรูปร่างและการออกกำลังกายที่น่าสนใจ ได้ที่
Facebook : www.facebook.com/behealthyonline
หุ่นดี สุขภาพดี คลิ๊ก www.thaihealthcarecenter.com/sampling
……………………..……………………..………….

ด้วยความปรารถนาดีจาก กาโน กาแฟเห็ดหลินจือ

19 พ.ย. 2013 เกลือโซเดียม กับผู้ป่วยมะเร็ง

131119

ผู้ป่วยมะเร็ง ระวังเกลือที่อยู่ในรูปโซเดียมแล้วอย่าลืมระวังโซเดียมแฝงนะคะ

โซเดียมที่เราบริโภคกันเป็นประจำก็คือโซเดียมที่อยู่ในรูปของ เกลือแกง (เกลือ มีส่วนประกอบอยู่ ๒ อย่าง คือโซเดียมกับคลอไรด์) น้ำปลา ซึ่งมีรสเค็ม แต่ยังมีอาหารอีกมากชนิดที่ไม่มีรสเค็ม แต่มี”โซเดียมแฝง“อยู่สูงมาก ชนิดที่หลายคนคาดไม่ถึง จึงเป็นความจำเป็นที่เราทุกคน ต้องรู้ว่าอาหารชนิดใดบ้าง ที่มีโซเดียมสูง เพื่อจะได้ไม่เผลอกินเพลินจนเจ็บป่วย ซึ่งจากการสำรวจพบว่าคนไทยกินเกลือ ที่มีอยู่ ในอาหารและเครื่องปรุงรส โดยเฉลี่ยวันละประมาณ ๗ กรัม นี่เป็นคำตอบว่าทำไมคนไทย จึงป่วย ด้วยโรค จากการกินเพิ่มขึ้นทุกวัน

*** อาหารที่มีโซเดียม ได้แก่
๑. อาหารธรรมชาติ หลายคนอาจ เพิ่งทราบว่าโซเดียมมีอยู่ในอาหารตามธรรมชาติแทบทุกชนิด โดยอาหารจาก เนื้อสัตว์ต่างๆ จะมีโซเดียมสูง ส่วนอาหารธรรมชาติที่มีโซเดียมต่ำ ได้แก่ ผลไม้ทุกชนิด ผัก ธัญพืชและถั่วเมล็ดแห้ง และเนื้อปลา ซึ่งอาหารสดเหล่านี้มีปริมาณโซเดียมที่เพียงพอ กับความต้องการของร่างกาย โดยไม่จำเป็นต้อง เรียกหาเครื่องปรุงรสใดๆ เลย (นอกจากความอยาก หรือกิเลสส่วนตัวเรียกร้อง)

๒. อาหารแปรรูปหรือการถนอมอาหาร ได้แก่ อาหารกระป๋องทุกชนิด อาหารหมักดอง อาหารเค็ม อาหารตากแห้ง เนื้อเค็ม ปลาเค็ม ปลาร้า ผักดอง ผลไม้ดอง เป็นต้น

๓. เครื่องปรุงรสชนิดต่างๆ เช่น เกลือ (ทั้งเกลือเม็ดและเกลือป่น) น้ำปลา (ซึ่งจะมีปริมาณของเกลือ แตกต่างกันคือ ร้อยละ ๒๓-๓๕) ซอสปรุงรสที่มีรสเค็ม (เช่น ซีอิ๊วขาว เต้าเจี้ยว น้ำบูดู กะปิ ปลาร้า ปลาเจ่า เต้าหู้ยี้ รวมทั้งซอสหอยนางรม) ซอสปรุงรสที่ไม่มีรสเค็มหรือเค็มน้อย (เช่น ซอสมะเขือเทศ ซอสพริก น้ำจิ้มต่างๆ ที่มีรสเปรี้ยวๆ หวานๆ ซอส เหล่านี้แม้จะมีโซเดียมปริมาณไม่มากเท่าน้ำปลา แต่คนที่ต้องจำกัดโซเดียมก็ต้องระวังไม่กินมากเกินไป)

๔. ผงชูรส แม้เป็นสารปรุงรสที่ไม่มีรสเค็ม แต่ก็มีโซเดียมเป็นส่วนประกอบอยู่ด้วยประมาณร้อยละ ๑๕ และที่เรารู้ๆ กันอยู่ก็คือ อาหารสำเร็จรูปต่างๆ ที่ขายในท้องตลาด มักมีการเติมผงชูรสลงไป แทบทุกชนิด เพื่อให้อาหารมีรสอร่อยขึ้น หรือแม้การปรุงอาหารในบ้าน หลายครัวขาดผงชูรสไม่ได้เลย (ความอร่อยนี้เป็นสิ่งเสพติดที่มีโทษต่อสุขภาพ)

๕. อาหารกระป๋องต่างๆ เช่น ผลไม้กระป๋อง ปลากระป๋อง และอาหารสำเร็จรูปต่างๆ ขนมกรุบกรอบ เป็นถุง เป็นต้น ซึ่งอาหารเหล่านี้มีการเติมเกลือหรือสารกันบูด ซึ่งมีโซเดียมในปริมาณที่สูงมาก

๖. อาหารกึ่งสำเร็จรูป เช่น บะหมี่ โจ๊ก ข้าวต้ม ซุปต่างๆ ทั้งชนิดก้อนและชนิดซอง

๗. ขนมต่างๆ ที่มีการเติมผงฟู (Baking Powder หรือ baking Soda) เช่น ขนมเค้ก คุกกี้ แพนเค้ก ขนมปัง ซึ่งผงฟูที่ใช้ในการทำขนมเหล่านี้มีโซเดียมเป็นส่วนประกอบ (โซเดียมไบคาร์บอเนต) รวมถึงแป้งสำเร็จรูป ที่ใช้ทำขนมเองก็มี โซเดียมอยู่ด้วย เพราะได้ผสมผงฟูไว้แล้ว

๘. น้ำและเครื่องดื่ม น้ำฝนเป็นน้ำที่ปราศจากโซเดียม แต่น้ำบาดาลและน้ำประปามีโซเดียมปนอยู่บ้าง ในจำนวนไม่
มากนัก ส่วนเครื่องดื่มเกลือแร่ยี่ห้อต่างๆ มีการเติมสารประกอบของโซเดียมลงไปด้วย เพราะมี จุดประสงค์ ให้เป็นเครื่องดื่ม สำหรับนักกีฬาหรือผู้ที่สูญเสียเหงื่อมาก ส่วนน้ำผลไม้บรรจุกล่อง ขวด หรือกระป๋อง ก็มักมีการเติมสารกันบูด (โซเดียมเบนโซเอต) ลงไปด้วย ทำให้น้ำผลไม้เหล่านี้ มีโซเดียมสูง วิธีหลีกเลี่ยงคือดื่ม น้ำผลไม้สดจะดีกว่า

โดยภาพรวมจะเห็นว่าอาหารปรุงแต่ง มาก อาหารแปรรูปที่ผ่านกระบวนการต่างๆ จะมีโซเดียมสูง ดังนั้น ถ้ากินอาหารแปรรูป หรืออาหารสำเร็จรูปมากหรือบ่อยเท่าไหร่ เราก็จะได้รับโซเดียมส่วนเกิน วันละเยอะแยะ มากมาย ทั้งที่ความจริงแล้ว ร่างกายต้องการเกลือ ในปริมาณเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เพราะร่างกายไม่สามารถทนรับเกลือ ในปริมาณมากๆ ได้ โดยเฉพาะทารกและเด็กเล็ก ที่ไม่สามารถ ขับถ่ายโซเดียมได้ดี เท่ากับผู้ใหญ่ ดังนั้นพ่อแม่จึงไม่ควรเติมเกลือในอาหารของลูกเล็กๆ หรือซื้ออาหาร สำเร็จมาให้ลูกกิน (ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ) ซึ่งทางกระทรวงสาธารณสุขเอง ก็มีประกาศในเรื่องนี้ อย่างเคร่งครัด ที่ห้ามผู้ผลิตเติมเกลือหรือสารประกอบโซเดียมใดๆ ในอาหารเด็ก (แต่ก็ต้องระวัง เพราะอาจจะมีหลงหู หลงตาไปบ้าง)

*** กินเกลือให้น้อยลง
อย่างที่ได้ทราบกันแล้วว่าอาหารหลายชนิดมีเกลือ “ซ่อนเร้น” อยู่ ดังนั้นวิธีง่ายๆ ที่จะช่วยลดการบริโภค เกลือลงคือ พยายามใช้เกลือ (น้ำปลา หรือซีอิ๊ว) ให้น้อยลงในการประกอบอาหาร หรือปรุงรสเวลากิน และอย่าลืมอ่านฉลากอาหาร ต่างๆ ทุกครั้งก่อนซื้อมากิน หรือคนที่ อ่านฉลากเสมอบางคน ก็ดูแค่เพียง ปริมาณแป้ง ไขมัน หรือน้ำตาลเท่านั้น แต่ลืมดูปริมาณของโซเดียม โดยทั่วไปฉลากอาหาร มักระบุปริมาณเกลือในรูปปริมาณโซเดียม วิธีเทียบหาปริมาณเกลือคือ ถ้าหน่วยของโซเดียม ที่ให้มา เป็นกรัม (ก.) ให้คูณด้วย ๒.๕ แต่หากหน่วยเป็นมิลลิกรัม (มก.) ให้คูณด้วย ๒.๕ แล้วนำผลลัพธ์ที่ได้ มาหารด้วย ๑,๐๐๐ ปริมาณโซเดียมที่คนเราต้องการคือ วันละ ๐.๕ – ๒.๓ กรัม 

ขอบคุณข้อมูลจาก asoke.info, นิตยสาร Gourmet & Cuisine
ขอบคุณรูปจาก women.mthai.com, shape

ด้วยความปรารถนาดีจาก กาโน กาแฟเห็ดหลินจือ

15 พ.ย. 2013 น้ำ 8 แก้วต่อวัน สำคัญแค่ไหน?

131113

น้ำ 8 แก้วต่อวัน สำคัญแค่ไหน?

กว่า 60-70% ของร่างกายประกอบด้วยน้ำ น้ำจึงเป็นตัวกลางของทุกระบบในร่างกาย ดังนั้นจึงมีการสูญเสียแทบจะตลอดเวลาโดยเฉพาะในช่วงที่อากาศร้อนๆ ผ่านทางการหายใจ เหงื่อและการขับถ่าย

ดังนั้นการดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว จะช่วยทดแทนส่วนที่สูญเสียไปได้ นอกจากนั้นน้ำยังมีประโยชน์กับร่างกายมากกว่าที่เราคิด ดังนี้

 ผิวพรรณสดใสได้ด้วยการดื่มน้ำ เพราะน้ำจะเข้าไปหล่อเลี้ยงชั้นผิวหนัง ทำให้ผิวนุ่ม ชุ่มชื้น เพียงแค่ดื่มน้ำให้เพียงพอก็สามารถมีผิวพรรณเปล่งปลั่งสวยได้โดยไม่ต้องลงทุน

 สดชื่น แจ่มใส ง่ายๆ ด้วยน้ำเพียงแก้วเดียว…ยามใดที่รู้สึกเหน็ดเหนื่อย อ่อนล้า แค่น้ำบริสุทธิ์เย็นๆ สักแก้ว ก็สามารถปลุกความสดชื่นให้กับร่างกายได้อย่างน่าอัศจรรย์

 น้ำยังช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานได้ดีอีกด้วย โดยเฉพาะคนที่ไม่นิยมรับประทานผัก ผลไม้ เลือกแต่อาหารย่อยยากไม่มีใยอาหาร แถมวันหนึ่งดื่มน้ำไม่ถึงครึ่งของที่ร่างกายต้องการ ยิ่งจะทำให้ขับถ่ายลำบาก เพราะอุจจาระแข็งตัว ควรปรับพฤติกรรมซะใหม่ด้วยการดื่มน้ำให้ได้มากๆ น้ำจะช่วยให้อุจจาระอ่อนตัว ขับถ่ายได้ง่าย อาการท้องผูกหายไปแน่นอนค่ะ

 จิบน้ำบ่อยๆ ช่วยให้อาการหวัดทุเลาลง เมื่ออาการเจ็บคอ เป็นไข้ถามหา ร่างกายจะมีอุณหภูมิสูงขึ้น การจิบน้ำบ่อยๆนั้นช่วยบรรเทาอาการลงได้ เพราะน้ำจะช่วยให้อุณหภูมิร่างกายเย็นลง

 สมองของคนเราประกอบด้วยน้ำถึง 85% ดังนั้นเมื่อร่างกายขาดน้ำ สมอง ก็จะทำงานช้าลง ถ้าไม่อยากให้กลายเป็นคนคิดช้า หรือคิดอะไรไม่ค่อยออก ก็ต้องดื่มน้ำให้เพียงพอ หรือจะจิบทีละน้อยในระหว่างวันอย่างสม่ำเสมอ วิธีนี้จะช่วยกระตุ้นให้จิตใจและร่างกายตื่นตัวตลอดเวลา เพราะน้ำช่วยปรับสารเคมีที่สำคัญในสมองและระบบประสาท

 สุดท้ายสําหรับเด็กๆ หรือผู้ใหญ่ที่รักการออกกำลังกาย ควรดื่มน้ำในปริมาณที่เยอะกว่าคนปกติ ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับชนิดของกิจกรรมที่ทําด้วย ถ้าออกกําลังกายในช่วงสั้น ๆ ก็ควรจะดื่มน้ำอุณหภูมิปกติเพิ่มเข้าไปครั้งละ 1-2 แก้วหลังจากออกกําลังกายแล้ว แต่ถ้าเป็นช่วงยาว ๆ ละก็เพิ่มขึ้นอีกสัก 2-3 แก้วก็ ก็เพียงพอสำหรับชดเชยให้กับเหงื่อที่สูญสียไป

ทราบอย่างนี้แล้ว…รู้สึกหิวน้ำขึ้นมาบ้างรึยังคะ ดื่มน้ำสักแก้ว แล้วอีกสักพักจิบอีกหนึ่งอึก ให้ติดเป็นนิสัย แค่นี้…แม้อากาศจะร้อนแค่ไหน ทุกคนก็สดใสได้ง่ายๆ ค่ะ

แอดมิน หวังว่าข้อมูลจะเป็นประโยชน์ในการดูแลสุขภาพนะคะ มาดื่มน้ำให้เพียงพอกับความต้องการของร่างกายกันค่ะ ^______^

¸¸¸.•*´¯`❀¸¸¸.•*❀ —¸¸¸.•*´¯`❀¸¸¸.•*❀ —
ชอบกด Like & Share แบ่งปันสุขภาพที่ดีให้กับคนที่คุณรัก
ฝากกด LIKE หน้าเพจ @Be Healthy เป็นกำลังใจให้ด้วยค่ะ ขอบคุณค่ะ 

หุ่นดี สุขภาพดี ขับถ่ายดี คลิ๊กwww.thaihealthcarecenter.com/sampling
¸¸¸.•*´¯`❀¸¸¸.•*❀ —¸¸¸.•*´¯`❀¸¸¸.•*❀ —

ด้วยความปราถนาดีจาก กาโน กาแฟเห็ดหลินจือ