Archive for ◊ ตุลาคม, 2013 ◊

30 ต.ค. 2013 ‘กล้วย’ ทางเลือกยามเช้า

131029-1

กล้วยถือเป็นผลไม้ที่เต็มไปด้วยประโยชน์ที่มากที่สุดชนิดหนึ่ง ปกติของการทานกล้วย ( ไม่เวลาจะกินในช่วงเวลาใด) เราจะได้รับสารอาหารที่เป็นประโยชน์หลากหลายชนิด

สารอาหารที่ได้รับจากการทานกล้วยในทุกช่วงเวลาคือ

-วิตามิน B1 และ B2 ที่ช่วยในการเผาผลาญน้ำตาล และไขมัน และยังสามารถช่วยฟื้นฟูร่างกายการจากอาการเหนื่อยล้า

-โปแตสเซียม ที่ช่วยในการขับ โซเดียม ออกจากร่างกาย ซึ่งเป็น 1 ในตัวการที่จะทำให้ความดันเลือดสูงออกทางปัสสาวะ และลดการบวมของร่างกายที่เกิดจากโซเดียมได้

-แมกนีเซียม จากกล้วย ซึ่งช่วยควบคุมความดันเลือด และการทำงานของแคลเซียมในร่างกาย

-เส้นใยในกล้วย จะทำให้ระบบการขับถ่ายในแต่ละวันของเราดีขึ้น

-เซโรเทนิน ที่ช่วยลดอาการหงุดหงิด และทำให้นอนหลับสบายยิ่งขึ้นอีกด้วย

-ไฟโตเคมิคัล ที่ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ ชะลอความแก่ ป้องกันมะเร็ง

-เอนไซม์ที่ช่วยในการย่อยอาหาร ทำให้กระเพาะอาหารและลำไส้ทำงานหนักลดลง และดูดซึมสารอาหารไปใช้ได้อย่างรวดเร็ว

-นอกจากนี้ ใน “กล้วยดิบ” ยังมีฤทธิ์ในการขับพิษสูง และ “กล้วยสุก” ก็ทำให้ร่างกายสามารถสร้างสารภูมิคุ้มกันได้สูงขึ้นกว่าปกติ

“แล้วกินกล้วยตอนเช้า มันดีกว่ายังไง?”

การทานกล้วยตอนเช้า จะช่วยให้ร่างกายสามารถจำกัดให้กระเพาะ และลำไส้ได้ทำงานน้อยที่สุด และจะทำให้ร่างกายได้รับการฟื้นฟูสภาพอย่างเต็มที่ นอกจากนี้ การทานกล้วยตอนเช้ายังทำให้ร่างกายได้รับปริมาณน้ำที่พอดี และการไหลเวียนของของเหลวในร่างกายก็ดีขึ้น รวมถึงระบบขับถ่ายที่ดี ใครที่ท้องผูกบ่อยๆ การทานกล้วยตอนเช้าก็จะช่วยทำให้อาการท้องผูกหายไป และส่งผลให้อุจจาระที่ตกค้างอยู่ค่อย ๆ ลดลง บางคนที่มีน้ำหนักเกินนั้น อาจไม่ได้มีสาเหตมาจากการมีไขมันมากเกินไปเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเพราะมีของเสียสะสมอยู่ในร่างกายมากเกินไปต่างหาก

เพราะฉะนั้นหลังจากเริ่มทานกล้วยเป็นมื้อเช้าไปแล้ว ของเสียต่างๆ จะค่อยๆ ถูกขับออกมาจนน้ำหนักลดลง แต่ถ้าหากอยากเห็นผลที่ดียิ่งขึ้น ให้ต้องกินกล้วยกับน้ำเปล่า และเข้านอนก่อนเที่ยงคืน ถ้าเกิดหิวกลางดึก ก็ควรทานเป็นพวกผลไม้ เท่านั้น

ยิ่งในยุคเร่งรีบอย่างปัจจุบันนี้ กล้วยถือเป็นตัวเลือกที่ดีในการทานมื้อเช้า เพราะสะดวก รวดเร็ว แถมราคายังย่อมเยา ไม่ได้ราคาสูงเหมือนกาแฟสดสักแก้ว กับ เบเกอรี่สักชิ้น แต่ทั้งนี้ การกินกล้วยมื้อเช้าเพื่อลดน้ำหนัก อาจจะไม่เห็นผลในช่วงแรกๆ จะต้องทานต่อเนื่องติดต่อกันระยะหนึ่งจะได้รู้สึกถึงรูปร่างที่ดีขึ้น

……………………..……………………..………….
ติดตามข้อมูลข่าวสารสุขภาพ โภชนาการอาหารที่ดี
ดูแลรูปร่างและการออกกำลังกายที่น่าสนใจ ได้ที่
Facebook : www.facebook.com/behealthyonline
หุ่นดี สุขภาพดี คลิ๊ก www.thaiwellnessonline.com/behealthy
……………………..……………………..………….

ที่มา : http://www.thaihealth.or.th/

ด้วยความปราถนาดีจาก กาโน กาแฟเห็ดหลินจือ

 

29 ต.ค. 2013 เมนูแนะนำเพื่อสุขภาพฟันที่ดี

 

131029

1. ชาเขียว 

ชาเขียวเป็นอีกเครื่องดื่มหนึ่งที่ค่อนข้างเป็นที่นิยมอย่างมาก แต่ถ้าจะให้ดีควรเลือกดื่มชาเขียวที่ไม่มีน้ำตาลเท่านั้น เพราะในชาเขียวจะมีสารคาเทซินที่สามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรียในช่องปากและขจัดคราบหินปูนได้…อีกทั้งชาเขียวยังช่วยลดกลิ่นปากได้อีกด้วย
2. ขึ้นฉ่าย
อาหารกลิ่นฉุน ๆ แบบนี้ ใครจะรู้ว่าเป็นอาหารเพื่อฟันสวย ที่สามารถช่วยป้องกันฟันผุได้ถึงสองทางเลยทีเดียว คือ ช่วยเร่งให้ร่างกายผลิตน้ำลายมากขึ้นเพื่อช่วยลดแบคทีเรียในช่องปาก สองคือ ผักที่มีความกรอบจะช่วยนวดเหงือก ลดอาการเหงือกอักเสบ แถมยังทำความสะอาดตามช่องฟันอีกด้วย

3. ชีส
ชีสอาจจะดูเป็นเมนูอ้วนสำหรับใครหลาย ๆ คน แต่คุณรู้หรือไม่ว่าชีสจะช่วยเร่งการผลิตน้ำลายเพื่อช่วยป้องกันฟันผุ โดยในชีสชนิดไฮแคลเซียมอุดมไปด้วยฟอสเฟต ที่ช่วยสร้างค่า pH ในปาก รวมทั้งสร้างสารเคลือบฟันด้วย

4. กีวี
อย่างที่รู้กันว่า ถ้าเกิดมีเลือดออกตามไรฟัน ให้กินวิตามินซีเยอะ ๆ ดังนั้น กีวีถือเป็นอาหารเพื่อฟันสวย ที่มีวิตามินซีเยอะที่สุดเลยทีเดียว

5. หัวหอม
มีการวิจัยชิ้นหนึ่งเมื่อปี ค.ศ. 1997 พบว่า หัวหอมสามารถฆ่าแบคทีเรียหลายชนิดในช่องปากได้ ที่สำคัญควรกินหัวหอมสด จะทำให้ได้ผลดีกว่า แต่แน่นอนว่าการกินหัวหอมย่อมมีปัญหาเรื่องกลิ่นปากตามมา แต่มีผู้รู้แนะนำว่า ลองกินกับผักชีฝรั่ง (parsley) จะช่วยลดกลิ่นแรง ๆ ของหัวหอมลงได้

6. งา
งาเป็นอีกอย่างหนึ่งที่เรามักนำมาใช้ประกอบอาหาร หรือแม้แต่นำมาผสมกับเครื่องดื่มก็อร่อยไม่กัน งาเป็นอาหารที่อุดมไปด้วยแคลเซียม ซึ่งจะช่วยให้ฟันแข็งแรง กินบ่อย ๆ ฟันแข็งแรงแน่นอน

7. น้ำดื่ม
การดื่มน้ำนอกจากจะช่วยในการดับกระหายแล้ว น้ำยังช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นในปาก แถมยังชำระล้างแบคทีเรียที่อยู่ในช่องปากของเรา และยังเร่งให้ร่างกายผลิตน้ำลายเพื่อลดกลิ่นไม่พึงประสงค์ได้อีกด้วย

8. วาซาบิ
อาหารรสซ่าที่มักเป็นที่ถูกอกถูกใจคออาหารญี่ปุ่น ส่วนคนทั่วไปแค่ได้ยินชื่อของมันก็ฉุนจมูกแล้ว แต่ใครจะรู้ว่าอาหารเพื่อฟันสวยนั้นก็คือเจ้าวาซาบินี่แหละ เพราะมันมีสรรพคุณช่วยยับยั้งการสะสมของแบคทีเรียได้ด้วย

9. สะระแหน่
สะระแหน่เป็นผักที่ใช้ในการประกอบอาหารในหลาย ๆ เมนู ซึ่งกลิ่นหอม ๆ ของสะระแหน่นี่แหละที่สามารถลดกลิ่นปากแรง ๆ ของเราได้ นอกจากนี้สะระแหน่ยังมีสาร Monoterpenes ซึ่งจะซึมเข้าสู่กระแสเลือด ทำให้ปอดผลิตอากาศได้ดีขึ้นอีกด้วย

cr: Be Healthy

ด้วยความปราถนาดีจาก กาโน กาแฟเห็ดหลินจือ

 

25 ต.ค. 2013 ประโยชน์ของเห็ดชนิดต่างๆ

131025

หลายๆ คนคงจะรู้ว่าเห็ดมีประโยชน์ แต่อาจจะยังไม่รู้ว่าประโยชน์ของเห็ดแต่ละชนิดมีอะไรกันบ้าง เราจะนำมาบอกกันค่ะว่าเห็ดแต่ละชนิดมีประโยชน์อย่างไรกัน

1. เห็ดหอม หรือ เห็ดชิตาเกะ เป็นยาอายุวัฒนะ เพราะช่วยลดไขมันในเส้นเลือด อีกทั้งยังเพิ่มภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัสและมะเร็งด้วย และมีกรดอะมิโนถึง 21 ชนิด มีวิตามิน บี1 บี2 สูงพอๆ กับยีสต์ มีวิตามินดีสูง ช่วยบำรุงกระดูก และมีปริมาณโซเดียมต่ำเหมาะสำหรับผู้ที่เป็นโรคไต นอกจากนี้ยังมีแคลเซียม ฟอสฟอรัสและเหล็ก ซึ่งช่วยเสริมสร้างกระดูกและฟันให้แข็งแรง และยังช่วยลดความเป็นกรดในกระเพาะอาหาร ช่วยบำรุงกำลัง บรรเทาอาการไข้หวัด ชาวจีนยกให้เห็ดหอมเป็นอาหารต้นตำรับ “อมตะ”

2. เห็ดหูหนู เป็นกลุ่มของคาร์โบไฮเดรต สามารถเพิ่มความแข็งแรงให้เม็ดเลือดขาวในผู้สูงอายุ ทำให้ภูมิต้านทานร่างกายดีขึ้น รวมทั้งช่วยรักษาโรคกระเพาะและริดสีดวง เห็ดหูหนูขาวช่วยบำรุงปอดและไต

3. เห็ดหลินจือ มีสารสำคัญ เช่น เบต้ากลูแคนซึ่งมีคุณสมบัติต้านมะเร็ง คนญี่ปุ่นมักใช้ควบคู่กับการรักษาโรคมะเร็งและโรคผู้สูงอายุเช่น โรคหัวใจ โรคหลอดลมอักเสบเรื้อรัง และโรคความดันโลหิตสูง

4. เห็ดกระดุม หรือ เห็ดแชมปิญองรูปร่างกลมมน คล้ายกระดุมที่มีขนาดใหญ่ ผิวเนื้อนวล มีให้เลือกทั้งแบบสดหรือบรรจุกระป๋อง มีบทบาทในการรักษาและป้องกันการเกิดมะเร็งเต้านมมากที่สุดโดยสารบางอย่างในเห็ดนี้จะไปช่วยยับยั้งเอนไซม์อะโรมาเตส ทำให้เกิดการยับยั้งการเปลี่ยนฮอร์โมนเอนโดรเจนเป็นฮอร์โมนเอสโตรเจนในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน เมื่อร่างกายผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจนได้น้อยลงก็ลดโอกาสการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งเต้านมให้น้อยลงตามไปด้วย

5. เห็ดนางรม เห็ดนางฟ้าและเห็ดเป๋าฮื้อ เห็ดสามอย่างนี้อยู่ในตระกูลเดียวกัน เจริญเติบโตเป็นช่อ ๆคล้ายพัด เห็ดนางรมมีสีขาวอมเทา เห็ดนางฟ้ามีสีขาวอมน้ำตาล ขณะที่เห็ดเป๋าฮื้อจะมีสีคล้ำและเนื้อเหนียวหนานุ่ม อร่อยคล้ายเนื้อสัตว์มากกว่า เชื่อว่าสามารถป้องกันโรคหวัด ช่วยการไหลเวียนของเลือด และโรคกระเพาะ

6. เห็ดฟาง เป็นเห็ดยอดนิยมของคนไทย นิยมเพาะกันบนกองฟางข้าวชื้นๆ โคนมีสีขาว ส่วนหมวกมีสีน้ำตาลอมเทา หาซื้อได้ง่ายตามท้องตลาด ให้วิตามินซีสูง และมีกรดอะมิโนสำคัญอยู่หลายชนิดหากรับประทานเป็นประจำจะช่วยเสริมภูมิคุ้มกันการติดเชื้อต่างๆ อีกทั้งยังช่วยลดความดันโลหิตและเร่งการสมานแผล

7. เห็ดเข็มทอง เป็นเห็ดสีขาวหัวเล็ก ๆ ขึ้นติดกันเป็นแพ รสชาติเหนียวนุ่ม นำมารับประทานแบบสดๆหรือใส่กับสลัดผักก็ได้ ถ้าชอบสุกก็นำไปย่าง ผัดหรือลวกแบบสุกี้ ถ้ากินเป็นประจำจะช่วยรักษาโรคตับโรคกระเพาะ และลำไส้อักเสบเรื้อรัง

8. เห็ดโคน ช่วยเจริญอาหาร บำรุงกำลัง แก้บิดแก้คลื่นไส้อาเจียน แก้ไอ ละลายเสมหะ การทดลองทางเภสัชศาสตร์พบว่าน้ำที่สกัดจากเห็ดโคนสามารถยับยั้งเชื้อโรคบางชนิด เช่นเชื้อไทฟอยด์

เห็ดที่นักวิทยาศาสตร์นิยมเอามาวิเคราะห์ว่ามีสรรพคุณทางยานั้น ส่วนใหญ่เป็นเห็ดชนิดที่คนมักนำมาปรุงอาหารและหาได้ง่าย เช่นเห็ดเข็มทอง เห็ดหอม เห็ดกระดุมหรือเห็ดแชมปิญอง เห็ดนางรม เห็ดนางฟ้า เห็ดฟาง เห็ดโคน เห็ดหูหนู และเห็ดหลินจือ

ในประเทศญี่ปุ่นได้มีการทดลองนำเห็ดหอมมาสกัด พบว่าในเห็ดหอมให้น้ำตาลโมเลกุลขนาดใหญ่ที่เรียกว่า เบต้ากลูแคน ถึง 2 ชนิดได้แก่ lentinan และ LEM (Lenti nula edodes mycelium) ซึ่งช่วยทำหน้าที่กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันต่อสู้กับการติดเชื้อ และชะลอการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็ง ซึ่งในการทดลองให้สาร lentinan กับผู้ป่วยมะเร็งร่วมกับการทำเคมีบำบัดก็พบว่าก้อนมะเร็งมีขนาดลดลง และอาการข้างเคียงจากการทำเคมีบำบัดก็เกิดขึ้นน้อยลงด้วย

ชอบใจเนื้อหา และเห็นว่ามีประโยชน์ สามารถกด Like & Share แบ่งปันให้กับคนที่คุณรัก และเป็นกำลังใจให้ Admin ฝากกด “LIKE” ถูกใจที่หน้าแฟนเพจwww.facebook.com/behealthyonline ด้วยค่ะ ขอบคุณมากค่ะ 

Credit by : chilledstory

17 ต.ค. 2013 อาหารกับอารมณ์

131017

คุณเป็นคนหนึ่งหรือไม่ ที่รู้สึกว่าหลังตื่นนอนตอนเช้า อารมณ์ไม่แจ่มใสอย่างที่ควรเป็น (ไม่นับอาการเบื่อเรียนหรือเบื่องาน) ทั้งๆ ที่นอนหลับเต็มอิ่ม ไม่เครียดหรือมีเรื่องทุกข์ร้อนใจ บางครั้งรับประทานอาหารเช้าแล้วกลับทำให้ยิ่งหิวเร็ว หนำซ้ำช่วงสายก่อนเที่ยงมีอาการมือสั่น อ่อนเพลีย หรือบ่ายๆ หลังรับประทานอาหารกลางวัน ยิ่งอ่อนเพลีย ง่วงนอน เฉื่อยชายิ่งกว่าเดิม อาการแบบนี้มีสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากการรับประทานอาหาร ซึ่งอาหารกับอารมณ์นั้น เกี่ยวข้องกันชนิดที่คุณคาดไม่ถึงทีเดียว 

แหล่งต้นเหตุของอาหารที่มีผลต่ออารมณ์ 
————————–—————-
ในต่างประเทศมีงานวิจัยและบทความทางวิชาการศึกษา เกี่ยวกับบทบาทสารอาหารกับอารมณ์อยู่มากมายหลายชิ้น แต่บทความที่ได้รับรองอย่างเป็นทางการยังมีเพียงเล็กน้อย แต่ที่แน่ๆ ปัจจัยในร่างกายที่มีผลต่ออารมณ์ มาจาก 2 แหล่ง คือ อาหารและสารเคมีในสมอง

เริ่มจากอาหาร ที่ปกติเรารับประทาน 3 มื้อต่อวัน แต่ละมื้อประกอบด้วยอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต คือ แป้งและน้ำตาลเป็นหลัก เนื่องจากเป็นแหล่งพลังงานที่สำคัญของร่างกาย หลังจากรับประทานแล้ว ร่างกายจะค่อยๆ ย่อย เปลี่ยนให้เป็นคาร์โบไฮเดรตที่เล็กลง และกลายเป็นน้ำตาลกลูโคส เพื่อร่างกายสามารถดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือด และนำไปใช้ตามอวัยวะต่างๆ ทั้งนี้ปริมาณและชนิดของคาร์โบไฮเดรตที่ต่างกัน ย่อมส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มสูงต่างกัน เช่นเดียวกับระดับน้ำตาลกลูโคสที่ได้จากอาหารแต่ละชนิด หรือที่เราเรียกว่า “ดัชนีน้ำตาล” ค่าดัชนีน้ำตาลแบ่งเป็น 3 ระดับ คืออาหารที่มีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำ อาหารที่มีค่าดัชนีน้ำตาลปานกลาง และอาหารที่มีค่าดัชนีน้ำตาลสูง

การรับประทานอาหารที่มีค่าดัชนีน้ำตาลสูงมากเท่าไร
————————–————————–
คาร์โบไฮเดรตก็จะย่อยเป็นกลูโคส และถูกดูดซึมอย่างรวดเร็ว กระตุ้นให้มีการหลั่งฮอร์โมนอินซูลิน ที่นำกลูโคสเข้าสู่เซลล์ต่างๆ เพื่อ
เผาผลาญเป็นพลังงาน แต่หลังจากรับประทานไปได้ 2-4 ชั่วโมง ระดับน้ำตาลในเลือดจะลดลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ร่างกาย
อ่อนแรง อารมณ์เซื่องซึม ตัวอย่างอาหารดัชนีน้ำตาลสูง ได้แก่ ไอศกรีม ข้าวขาว ข้าวเหนียว มันฝรั่งบด ฯลฯ นอกจากนี้ระดับน้ำตาลในเลือดอาจแปรปรวน ลดและเพิ่มอย่างรวดเร็วจากกรณีอื่นๆ อีก เช่น

• รับประทานอาหารที่มีไขมันสูง อาหารประเภททอด ขนมขบเคี้ยวต่างๆ น้ำอัดลม เป็นต้น เพราะหลังจากรับประทานร่างกายจะรู้สึกหนัก อ่อนเพลียและง่วง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังอาหารเช้าและอาหารกลางวัน ที่คนทำงานหลายคนมีอาการตาหนัก ลืมไม่ขึ้นเป็นประจำ

• เว้นระยะเวลาการรับประทานอาหารระหว่างมื้อนานเกินไป หรือออกกำลังกายติดต่อกันเป็นเวลานาน ทำให้เกิดสัญญาณเตือน เช่น อาการปวดหัวหรือเหนื่อยล้า มือสั่น เหงื่อแตก

• ไม่รับประทานอาหารเช้า หรือใช้วิธีลดความอ้วนด้วยการงดอาหารบางมื้อ ซึ่งเป็นวิธีที่ผิด เพราะจะยิ่งทำให้ร่างกายต้องการพลังงานชดเชยมากขึ้นจากมื้อที่หายไป ส่งผลให้มื้อต่อๆ ไปรับประทานมากเกินได้ง่าย

ส่วนปัจจัยที่มีผลต่ออารมณ์ ส่วนหนึ่งมาจากสารเคมีในสมอง ยกตัวอย่างเช่น
————————–———————–
• เซอร์โรโทนิน (serotonin) ถ้าระดับเซอร์โรโทนินต่ำจะทำให้เกิดอาการซึมเศร้าได้ และมีการศึกษาพบว่า หากได้รับอาหารที่ไม่มีกรดอะมิโนทริบโทเฟน (Tryptophan) โดยอาหารที่มีทริบโทเฟน เช่น นม กล้วย โยเกิร์ต ข้าวโอ๊ต ซึ่งเป็นสารเริ่มต้นในการสังเคราะห์ เซอร์โรโทนินในสมอง จะทำให้การสร้างเซอร์โรโทนินลดลง ส่งผลกระทบต่ออารมณ์ในบางคน แต่ก็ไม่ใช่ทุกคน การรับประทานอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตสูง เช่น ข้าวเหนียว ข้าวโพด กรอย เผือกหรือมัน จะเพิ่มการสร้างเซอร์โรโทนินทำให้อารมณ์ดีขึ้น ซึ่งจะพบว่าคนบางคนเมื่อมีอาการซึมเศร้า จะอยากรับประทานอาหารคาร์โบไฮเดรตมากขึ้น (เศร้าแล้วก็เลยอ้วน)

• การขาดกรดโฟลิก จากการศึกษาในหนูทดลอง เมื่อขาดกรดโฟลิก ทำให้ระดับเซอร์โรโทนินในสมองลดลง ซึ่งคาดว่าถ้ามนุษย์ขาดสารโฟลิกก็จะมีอารมณ์ซึมเศร้า ไม่กระตือรือร้น อาหารที่มีกรดโฟลิก ได้แก่ บร็อกโคลี ถั่วลิสง ข้าวซ้อมมือ

• การขาดไทอะมิน (วิตามินบี1) ทำให้ซึมเศร้า อ่อนเพลีย เนื่องจากวิตามินบี1 มีบทบาท สำคัญในการเผาผลาญกลูโคสให้เป็นพลังงาน และสมองจำเป็นต้องใช้พลังงานจากกลูโคส ถ้าขาดวิตามินบี1 ก็จะมีผลเหมือนการขาดคาร์โบไฮเดรต อาหารที่มีไทอะมิน ได้แก่ ปลา เนื้อสัตว์ปีก

• การขาดไนอะซิน ซึ่งเป็นวิตามินบีชนิดหนึ่ง ก็มีผลต่ออารมณ์เช่นกัน คนที่ขาดวิตามินไนอะซินจะหงุดหงิด อารมณ์เสีย ถ้าขาดมากๆ ก็อาจจะถึงขั้นความจำเสื่อม ไนอะซินเป็นวิตามินที่เกี่ยวข้องกับการเผาผลาญกลูโคสเช่นกัน การขาดไนอะซินนี้จะพบมากในกลุ่มคนที่รับประทานข้าวโพดเป็นอาหารหลัก ซึ่งในประเทศไทย ยังไม่พบการขาดวิตามินชนิดนี้ อาหารที่มีไนอะซิน ได้แก่ ไข่ เนื้อสัตว์ปีก ปลา ธัญพืชที่ไม่ขัดสี นม

รับประทานอาหารอย่างไรจึงทำให้อารมณ์ดีขึ้น 
————————–———————
การปรับเปลี่ยนประเภทของอาหารเพียงเล็กน้อยก็สามารถส่งผลให้อารมณ์ดีขึ้นได้อย่างไม่น่าเชื่อ เพียงแค่คุณ…

• รับประทานอาหารให้ครบมื้อ ถ้าไม่มีเวลารับประทานอาหารเป็นมื้อแบบกิจลักษณะ ควรเลือกของว่างเล็กๆ น้อยๆ เช่น ขนมปังโฮลวีทสักแผ่นหรือ ขนมปังกรอบธัญพืชสัก 2-3 แผ่น อย่าปล่อยให้ท้องว่างเด็ดขาด หรือว่าจะแบ่งมื้ออาหารออกเป็นมื้อเล็กๆ แต่รับประทานบ่อยๆ เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำตาลในเลือดตก

• รับประทานอาหารที่มีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำ เช่น ข้าวซ้อมมือ ข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีท ผักและผลไม้ที่มีเส้นใยมาก และมีรสไม่หวาน เป็นต้น เพราะร่างกายจะค่อยๆ ย่อยและดูดซึมช้าๆ ส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดคงที่ สม่ำเสมอ และหลังรับประทานอาหารได้ 4-6 ชั่วโมง ร่างกายจะหลั่งสารฮอร์โมนบางชนิดเพื่อสลายไกลโคเจน ซึ่งเป็นคาร์โบไฮเดรตที่สะสมอยู่ในร่างกาย และเพิ่มการสร้างกลูโคสจากแหล่งอาหารอื่น เช่น ไขมัน

• งดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ คาเฟอีน หันมาดื่มน้ำผลไม้คั้นสดหรือน้ำเปล่าธรรมดาแทน

• หมั่นออกกำลังกาย เนื่องจากหลังออกกำลังกายต่อเนื่องสัก 20 นาที ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนแอนโดรฟีนออกมาตามธรรมชาติ ทำให้ร่างกายสดชื่น กระปรี้ปกระเปร่าและมีความสุข ลดความกังวลและเครียดลงได้

สรุปแล้วความสัมพันธ์ระหว่างอาหารและอารมณ์นี้ ยังมีความซับซ้อนอยู่มาก จำเป็นต้องมีการศึกษาเพื่อหาข้อสรุปต่อไป แต่ปราการป้องกันขั้นพื้นฐานไม่ให้อารมณ์หม่นหมอง ง่วงซึม ทุกครั้งที่เกี่ยวข้องกับการรับประทานอาหาร ก็ควรรับประทานอาหารอย่างเหมาะสม ครบมื้อพอเพียงกับความต้องการของร่างกาย รับประทานอาหารหลากหลายให้ครบ 5 หมู่ หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูงและมีค่าดัชนีน้ำตาลสูง ประกอบกับการออกกำลังกายสม่ำเสมอ รับรองว่าอาการเซื่องซึม ง่วงนอน อ่อนเพลียจะดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

รศ.ดร.อรอนงค์ กังสดาลอำไพ
แหล่งข้อมูล : นิตยสาร HealthToday

……………………..……………………..………….
ติดตามข้อมูลข่าวสารสุขภาพ โภชนาการอาหารที่ดี
ดูแลรูปร่างและการออกกำลังกายที่น่าสนใจ ได้ที่
Facebook : www.facebook.com/behealthyonline
หุ่นดี สุขภาพดี คลิ๊ก www.thaiwellnessonline.com/behealthy
……………………..……………………..………….

16 ต.ค. 2013 9 อาหาร ลดคอเลสเตอรอล

131016

แม้ว่าคอเลสเตอรอลจะมีประโยชน์ในด้านการเสริมสร้างพลังงานแก่ร่างกายของคน แต่ถ้ามีมากจนล้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คอเลสเตอรอลตัวที่ไม่ดีนั้น อาจส่งอันตรายถึงชีวิต และนี่ก็คือสาเหตุอันดับต้นๆ ที่ทำให้คนไทยตายปีละหมื่นๆ แสนๆ คน ดังนั้นเราจึงควรเลือกกินอาหารที่ดีมีประโยชน์ ไม่ให้โทษในด้านคอเรสเตอรอล แล้วจะต้องกินอะไรบ้าง? คุณหมอบอกไว้ ดังนี้

1. ทานปลาทะเลสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง
2. ทานถั่วเมล็ดแห้งสัปดาห์ละ 3-4 ครั้ง
3. ทานผักในตระกูลครูซิเฟอรัสทุกวัน ได้แก่ ผักคะน้า บร็อกโคลี ดอกกะหล่ำ แขนงผัก กะหล่ำปลี ผักกวางตุ้ง เป็นต้น
4. ทานผักที่มีสีสันต่างๆ และผลไม้ให้หลากหลายทุกวัน
5. ผลิตภัณฑ์ข้าวและธัญพืชไม่ขัดสีทุกวัน เช่น ข้าวซ้อมมือ
6. ใช้น้ำมันมะกอก น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันดอกทานตะวัน น้ำมันรำข้าว ในการประกอบอาหาร
7. รับประทานผลิตภัณฑ์นมพร่องมันเนย หรือนมขาดไขมันแทนผลิตภัณฑ์นมเต็มไขมัน
8. ควบคุมปริมาณอาหารที่ทานในแต่ละมื้อ โดยเฉพาะเนื้อสัตว์ไม่เกินวันละ 200 กรัม
9. ทานกระเทียมสดเป็นประจำ

ชอบใจเนื้อหา และเห็นว่ามีประโยชน์ สามารถกด Like & Share แบ่งปันให้กับคนที่คุณรัก และเป็นกำลังใจให้ Admin ฝากกด “LIKE” ถูกใจที่หน้าแฟนเพจwww.facebook.com/behealthyonline ด้วยค่ะ ขอบคุณมากค่ะ 

ข้อมูลจาก โครงการอาหารไทยหัวใจดี มูลนิธิหัวใจแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์

ภาพ : ASTV ผู้จัดการ Live

กาแฟ กาโน